เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-19

ถ้าพูดถึงหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนบนตลาดหลักทรัพย์ไทย หนึ่งในชื่อที่นักลงทุนพูดถึงบ่อยที่สุดคือ หุ้น BH หรือบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่สถานพยาบาลชั้นนำของไทย แต่ยังเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับระดับโลกด้วย
สำหรับนักลงทุนที่กำลังศึกษาหุ้น BH อยู่ บทความนี้จะพาทุกคนทำความเข้าใจธุรกิจของบำรุงราษฎร์ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งโครงสร้างรายได้ ความได้เปรียบในการแข่งขัน ความเสี่ยง และแนวทางในอนาคต เพื่อให้ตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูล
หุ้น BH คือหลักทรัพย์ของบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมบริการและการแพทย์
บำรุงราษฎร์มีประสบการณ์ในวงการแพทย์มากกว่า 43 ปี และวางตำแหน่งตัวเองอย่างชัดเจนในฐานะโรงพยาบาลระดับ Premium ที่รองรับทั้งผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ที่เดินทางมารับการรักษาจากทั่วโลก
ณ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2568) บำรุงราษฎร์มีมูลค่าตลาด (Market Cap) อยู่ที่ประมาณ 131,566 ล้านบาท และสามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้มากกว่า 5,500 คนต่อวัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนขนาดและศักยภาพของธุรกิจได้เป็นอย่างดี
หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์หุ้น BH คือการเข้าใจว่าบริษัทหาเงินมาจากไหนบ้าง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
นี่คือรายได้หลักที่แท้จริงของบำรุงราษฎร์ ครอบคลุมบริการผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาลหลักในกรุงเทพฯ ซึ่งมีถึง 62 ศูนย์บริการ และ 278 ห้องตรวจ บริการครอบคลุมตั้งแต่การรักษาทั่วไปไปจนถึงโรคซับซ้อน เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง โรคทางเดินอาหาร และการเจริญพันธุ์ รวมถึงบริการทางพันธุกรรม (Genomics) ที่วิเคราะห์ยีนเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษา
ได้แก่คลินิกเฉพาะทาง ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย รวมถึงธุรกิจที่ขยายออกไปต่างประเทศ อย่างเมียนมาและมองโกเลีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์
รายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ คิดเป็น 0.32% ของรายได้รวม หรือประมาณ 83 ล้านบาทในปี 2567
ประกอบด้วยค่าบริการเบ็ดเตล็ด ค่าสาธารณูปโภค และกำไรจากสินทรัพย์ทางการเงิน คิดเป็น 0.56% ของรายได้รวม
เปรียบเทียบรายได้ปี 2566 และ 2567 เพื่อให้เห็นภาพการเติบโต
แม้การเติบโตของรายได้รวมจะอยู่ที่ราว 1% ซึ่งดูเหมือนไม่สูงมาก แต่ต้องเข้าใจบริบทว่าบำรุงราษฎร์เป็นธุรกิจที่มีฐานรายได้ใหญ่มากและค่อนข้างเสถียร การรักษาระดับนี้ได้ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอนถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี
สิ่งที่ทำให้หุ้น BH น่าสนใจในสายตานักลงทุนระยะยาวคือ ความได้เปรียบที่สะสมมาหลายทศวรรษ ซึ่งยากจะเลียนแบบได้ในเวลาสั้น
บำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็น "โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก" จาก Newsweek ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน และยังได้รับตำแหน่งโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองจากองค์กรระดับโลกอย่าง JCI (Joint Commission International), GHA (Global Healthcare Accreditation) และ CAP (College of American Pathologists)
การันตีเหล่านี้ไม่ใช่แค่รางวัลบนชั้น แต่มันคือ ตราประทับความเชื่อมั่น ที่ทำให้ผู้ป่วยต่างชาติกล้าเดินทางข้ามประเทศมารับการรักษา
บำรุงราษฎร์ลงทุนอย่างจริงจังกับ ศูนย์เวชศาสตร์จีโนม โดยร่วมมือกับสถาบันระดับโลกอย่าง BGI Shenzhen เพื่อผลักดันการแพทย์เชิงป้องกันและการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก นอกจากนี้ยังนำ AI, เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) และระบบข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้ดูแลผู้ป่วยได้แบบครบวงจร
โรงพยาบาลมีศูนย์ความเป็นเลิศ (Centers of Excellence) ถึง 8 แห่ง ครอบคลุมโรคที่ต้องการทีมแพทย์เฉพาะทางหลายสาขาร่วมกัน ซึ่งเป็นจุดที่โรงพยาบาลทั่วไปทำตามได้ยาก
หนึ่งในสิ่งที่น้อยคนรู้คือบำรุงราษฎร์มี สำนักงานส่งต่อผู้ป่วย (Referral Office) ถึง 123 แห่งใน 27 ประเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางนำผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารับการรักษา ตาข่ายที่กว้างขนาดนี้ใช้เวลาสร้างหลายสิบปีและเป็นคูน้ำ (Moat) ที่แข็งแกร่งมากของธุรกิจ
ไม่มีหุ้นไหนที่ดีแบบไร้ข้อเสีย บำรุงราษฎร์ก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตามเช่นกัน
ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งเศรษฐกิจโลก อัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ล้วนส่งผลต่อจำนวนผู้ป่วยต่างชาติโดยตรง เพราะรายได้กว่า 99% มาจากธุรกิจการแพทย์ที่พึ่งพากลุ่มนี้สูง หากมีวิกฤตเหมือน COVID-19 ซ้ำอีกครั้ง รายได้จะกระทบหนัก
ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน ตลาดโรงพยาบาลพรีเมียมในไทยและภูมิภาคกำลังแข่งขันเข้มข้นขึ้น ทั้งจากโรงพยาบาลในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังพัฒนาสาธารณสุขของตัวเอง
บริษัทรับมือด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องในนวัตกรรม ขยายเครือข่ายต่างประเทศ และรักษามาตรฐานสากลให้สูงกว่าคู่แข่ง
การลงทุนระยะยาวต้องมองไปข้างหน้า บำรุงราษฎร์วางแผนพัฒนาองค์กรผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่
Clinical Transformation คือการยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศและการรักษาแบบ Personalized Medicine โดยเฉพาะศูนย์จีโนมิกส์ที่เป็นเทรนด์ของวงการแพทย์โลก
Operation Process Transformation คือการนำระบบดิจิทัลอย่าง EMR, แอปพลิเคชัน Bumrungrad และระบบ FAST มาลดความซับซ้อนในการให้บริการ ทำให้ผู้ป่วยได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นและบริษัทบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
People Transformation คือการพัฒนาบุคลากรด้วยวัฒนธรรมองค์กร iAIC ซึ่งย่อมาจาก Inclusion, Agility, Innovation และ Caring เพื่อสร้างทีมที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้บำรุงราษฎร์ยังมีแผนขยายกิจการต่างประเทศในเมียนมา มองโกเลีย และภูเก็ต เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากโรงพยาบาลแห่งเดียวในกรุงเทพฯ
หุ้น BH หรือบำรุงราษฎร์เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตตามเมกะเทรนด์ (Megatrend) ด้านสุขภาพโลก มีคูน้ำธุรกิจที่ลึกจากชื่อเสียง มาตรฐาน และเครือข่ายที่สะสมมาหลายสิบปี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นคุณภาพที่มีความมั่นคงในระยะยาว
แน่นอนว่าการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง การศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
หากคุณสนใจลงทุนในหุ้น BH หรือหุ้นกลุ่มการแพทย์อื่นๆ EBC Financial Group พร้อมให้บริการเครื่องมือวิเคราะห์และแพลตฟอร์มการลงทุนที่ตอบโจทย์นักลงทุนทุกระดับ ติดตามข้อมูลการลงทุนเชิงลึกและเริ่มต้นพอร์ตของคุณได้วันนี้เลย
หุ้น BH คือหลักทรัพย์ของบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียมที่รองรับทั้งผู้ป่วยไทยและต่างชาติ มีมูลค่าตลาดประมาณ 131,566 ล้านบาท
รายได้กว่า 99% ของบำรุงราษฎร์มาจากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับการรักษาในไทย
บำรุงราษฎร์มีความโดดเด่นในหลายด้าน ได้แก่ การได้รับรางวัลโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกจาก Newsweek ติดต่อกัน 4 ปี การรับรองมาตรฐานระดับสากลอย่าง JCI และ GHA เครือข่าย Referral Office 123 แห่งใน 27 ประเทศ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านจีโนมิกส์ที่เป็นนวัตกรรมล้ำสมัย
ความเสี่ยงหลักคือการพึ่งพาผู้ป่วยต่างชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกอย่างภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และโรคระบาด นอกจากนี้การแข่งขันในตลาดโรงพยาบาลพรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้นก็เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ