เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-11
การเทรด Forex หรือการซื้อขายสกุลเงินในตลาดแลกเปลี่ยน เป็นหนึ่งในตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าการซื้อขายรายวันมากกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับหลายคนที่สนใจเริ่มต้นการเทรดคืออะไร หรือกำลังมองหากลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 8 กลยุทธ์การเทรด Forex ที่นักเทรดมืออาชีพใช้กันจริง
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มสอนเทรด Forex หรือนักเทรดที่มีประสบการณ์แล้ว การเข้าใจกลยุทธ์ต่างๆ จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ก่อนที่เราจะเจาะลึกไปที่แต่ละกลยุทธ์ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่ากลยุทธ์การเทรด Forex หมายถึงอะไร
กลยุทธ์การเทรด Forex คือแนวทางหรือวิธีการที่นักเทรดใช้ในการตัดสินใจเข้าและออกจากตำแหน่งการเทรดในคู่สกุลเงิน (Currency Pair) กลยุทธ์เหล่านี้มักอิงจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เพื่อช่วยให้นักเทรดรู้ว่าควรซื้อหรือขายคู่สกุลเงินเมื่อไหร่
บางครั้งเมื่อผู้คนพูดถึงกลยุทธ์ Forex พวกเขาอาจหมายถึงสไตล์การเทรด เช่น Position Trading (การเทรดระยะยาว), Swing Trading (การเทรดตามแนวโน้มระยะกลาง), Day Trading (การเทรดภายในวัน) หรือ Scalping (การเทรดระยะสั้นมาก) แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้คุณเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเอง เพราะมีกลยุทธ์การเทรด Forex หลากหลายแบบที่ครอบคลุมทั้งกรอบเวลาสั้นและยาว
การมีกลยุทธ์การเทรดที่ชัดเจนมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเทรด Forex อย่างมาก นี่คือเหตุผล:
ช่วยจัดการความเสี่ยง - กลยุทธ์ที่ดีจะบอกคุณว่าควรวางจุด Stop Loss (จุดหยุดขาดทุน) และ Take Profit (จุดทำกำไร) ไว้ที่ไหน ช่วยป้องกันการขาดทุนมากเกินไป
สร้างวินัย - เมื่อคุณมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน คุณจะไม่ตัดสินใจเทรดด้วยอารมณ์ แต่จะยึดตามแผนที่วางไว้
เพิ่มความมั่นใจ - การรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรและทำไมจึงทำ จะช่วยให้คุณมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น
วัดผลได้ - คุณสามารถติดตามและวิเคราะห์ว่ากลยุทธ์ของคุณได้ผลดีแค่ไหน และปรับปรุงได้ตรงจุด
ก่อนที่จะเลือกใช้กลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่ง คุณควรเข้าใจตัวเองก่อนว่าคุณเป็นนักเทรดแบบไหน นี่คือขั้นตอนในการสร้างกลยุทธ์:
1. รู้จักสไตล์ที่คุณชอบ - ถ้าคุณชอบเทรดแบบรวดเร็ว คุณอาจเหมาะกับ Day Trading หรือ Scalping แต่ถ้าคุณชอบการวิเคราะห์แนวโน้มระยะยาว Position Trading อาจเหมาะกว่า
2. เลือกคู่สกุลเงินที่ต้องการเทรด - คู่สกุลเงินแต่ละคู่มีความผันผวน (Volatility) ที่แตกต่างกัน คู่สกุลเงินหลัก เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY มักมีสภาพคล่องสูงและ Spread ต่ำกว่าคู่สกุลเงินรอง
3. เข้าใจระดับความเสี่ยงที่รับได้ - กลยุทธ์บางอย่างอาจให้ผลกำไรสูง แต่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วย คุณต้องรู้ว่าคุณสามารถรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน และไม่ควรเสี่ยงเงินที่คุณไม่สามารถเสียได้
4. กำหนดปริมาณการเทรด - การรู้ว่าคุณจะเปิดออร์เดอร์วันละกี่ครั้ง จะช่วยให้คุณเลือกกลยุทธ์และจำนวนเงินทุนที่ต้องใช้ในแต่ละครั้งได้อย่างเหมาะสม
5. จัดสรรเวลาให้เหมาะสม - บางกลยุทธ์ใช้เพียงแค่ตั้ง Stop Loss และ Take Profit แล้วปล่อยให้มันทำงานเอง แต่บางกลยุทธ์ต้องการให้คุณติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
6. รู้ว่าควรเทรดเมื่อไหร่ - คุณต้องเข้าใจช่วงเวลาที่ตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุด เช่น ช่วงที่ตลาดนิวยอร์กและลอนดอนเปิดซ้อนกัน เหมาะกับการเทรดคู่ GBP/USD
กลยุทธ์การเทรด Forex ที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นนักเทรดแบบไหน และความชอบของคุณ แต่มีกลยุทธ์บางอย่างที่ได้รับความนิยมมากและสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของแต่ละคนได้ นี่คือ 8 กลยุทธ์ที่นักเทรดใช้กันมากที่สุด:
Trend Trading เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และใช้ง่ายด้วย เพราะหลักการคือคุณเพียงแค่เทรดไปในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนไหวของตลาดในขณะนั้น
วิธีการใช้กลยุทธ์นี้ คุณแค่ต้องระบุทิศทางของแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น และติดตามวิเคราะห์ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คุณรู้ว่าควรออกจากตำแหน่งเมื่อไหร่ เมื่อตลาดกลับตัว
ข้อดีที่สำคัญของกลยุทธ์นี้คือ จังหวะเวลาของคุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ การรอสัญญาณยืนยันก่อนเข้าตำแหน่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าไม่ใช่การเริ่มต้นที่ผิดพลาด
แม้ว่าจะมีความผันผวนอยู่ภายในแนวโน้มเสมอ แต่นักเทรดส่วนใหญ่จะตั้ง Stop Loss และ Limit Order ที่ทำงานอัตโนมัติ เพื่อให้การเคลื่อนไหวเล็กน้อยเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบมากนัก

กลยุทธ์ Trend Trading หลายอย่างใช้ตัวชี้วัดโมเมนตัม (Momentum Indicators) เช่น Stochastic Oscillator และ Relative Strength Index (RSI) ซึ่งช่วยแสดงให้เห็นว่าราคาของตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) หรือ Oversold (ขายมากเกินไป)
เมื่อไหร่ควรใช้: เหมาะกับนักเทรดที่ชอบความชัดเจนและไม่ต้องการซับซ้อนมากเกินไป
Range Trading อิงตามแนวคิดของเส้นแนวรับ (Support) และเส้นแนวต้าน (Resistance) เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ตัวชี้วัดเพื่อหาจุดที่ตลาดจะกลับตัว เมื่อรวมจุดสูงสุดและต่ำสุดเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะได้กรอบราคา
ในตลาดที่มีแนวโน้ม ราคาจะทะลุผ่านเส้นแนวรับและแนวต้าน สร้างจุดสูงที่สูงขึ้นและจุดต่ำที่ต่ำลง แต่ในตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบ ราคาจะกระเด้งไปมาระหว่างระดับเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบข้างเคียง
สำหรับนักเทรด Forex ตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบสร้างโอกาสในการใช้ Scalping หรือ Swing Trading ได้ โดยทำกำไรเล็กๆ แต่บ่อยครั้ง ขณะที่ราคาแกว่งตัวระหว่างสองระดับ

นักเทรดที่ใช้กลยุทธ์ Range Trading ไม่สนใจว่าตลาดจะทะลุระดับเหล่านี้ไปหรือไม่ พวกเขามองหาการเคลื่อนไหวระยะสั้นมากกว่า
เมื่อไหร่ควรใช้: เหมาะกับตลาดที่เคลื่อนไหวไม่มีทิศทางชัดเจน หรือตลาดที่กำลังพัก
ตลาด Forex ได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์และปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคมากมาย การเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับคู่สกุลเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเทรดทุกคน แต่บางคนก้าวไปอีกขั้นโดยสร้างกลยุทธ์ที่อิงกับข่าวเท่านั้น
ส่วนใหญ่แล้ว กลยุทธ์ News Trading มุ่งเน้นที่เหตุการณ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ย และการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ เพราะมีความน่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้ง่ายกว่าเหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นกะทันหัน
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของกลยุทธ์ News Trading คือปฏิทินเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งจะช่วยวางพื้นฐานสำหรับการจับเวลา
แต่นักเทรดข่าวส่วนใหญ่จะใช้ข้อมูลในอดีตจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาด้วย เพื่อหารูปแบบและคาดการณ์
ข้อควรระวัง: กลยุทธ์นี้มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นรอบๆ เหตุการณ์เหล่านี้ เมื่อนักเทรดจำนวนมากเปลี่ยนและเข้าตำแหน่งรอบๆ การประกาศ อาจทำให้ราคาตลาดคาดเดายากขึ้น

Retracement Trading คือการมองหาช่วงเวลาที่ราคาตลาดกลับตัวชั่วคราวก่อนที่จะกลับมาเคลื่อนไหวตามแนวโน้มเดิม คุณต้องแยกแยะให้ออกว่า Retracement (การปรับฐาน) ต่างจาก Reversal (การกลับตัวจริง) ที่ราคากลับตัวและเคลื่อนไหวในทิศทางนั้นต่อไป สร้างแนวโน้มใหม่
การเคลื่อนไหวของราคาชั่วคราวเหล่านี้อาจเป็นจุดเข้าที่ดีสำหรับนักเทรดที่ต้องการเข้าร่วมแนวโน้มในราคาที่เอื้อประโยชน์มากกว่า แต่ก็สามารถเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าแนวโน้มกำลังสูญเสียแรงและจะกลับตัวเร็วๆ นี้
เพื่อแยกแยะประเภทของการปรับฐาน นักเทรดใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Fibonacci Retracements แนวคิดเบื้องหลังเครื่องมือวาดเส้นเหล่านี้คือ การปรับฐานจะสิ้นสุดเมื่อถึงระดับอัตราส่วน Fibonacci นักเทรดมักจะวาง Stop Loss หรือ Take Profit ที่ราคาสำคัญเหล่านี้
เคล็ดลับ: การใช้ Trailing Stop Loss (จุดหยุดขาดทุนแบบเคลื่อนตาม) กับตำแหน่งของคุณก็เป็นความคิดที่ดีเมื่อเทรดแบบ Retracement คำสั่งเหล่านี้ปกป้องกำไรของคุณถ้าตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางที่คุณต้องการ โดยเคลื่อนขึ้นไปพร้อมกับราคา แต่ก็จัดการความเสี่ยงโดยปิดการเทรดถ้าตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้าม

Grid Trading เกี่ยวข้องกับการวางคำสั่ง Stop-Entry หลายรายการ (คำสั่งเข้าตลาดที่ราคาที่ไม่เอื้อประโยชน์กว่าระดับปัจจุบัน) ทั้งเหนือและใต้ราคาตลาดปัจจุบัน "ตาราง" ของคำสั่งนี้รับประกันว่าไม่ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวไปทิศทางไหน คำสั่งจะถูกกระตุ้น และตำแหน่งจะถูกเปิด
แม้ว่าการเข้าตลาดที่ราคาที่ไม่เอื้อประโยชน์อาจดูขัดกับสามัญสำนึก แต่แนวคิดคือให้เข้าตำแหน่งเฉพาะเมื่อแนวโน้มได้รับการยืนยัน
นักเทรดแบบ Grid ส่วนใหญ่มองหาเส้นแนวรับและแนวต้านเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับตารางของพวกเขา ซึ่งมักพบได้โดยใช้เครื่องมือวาดเส้น เช่น Trend Lines และ Moving Averages (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่)
เมื่อไหร่ควรใช้: เหมาะกับนักเทรดที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของตลาดไม่ว่าจะไปทิศทางไหน
หนึ่งในกลยุทธ์การเทรด Forex ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ Currency Carry Trade ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยในสองประเทศ โดยการกู้ยืมสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำเพื่อซื้อสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ด้วยวิธีนี้ เงินทุนของคุณจะเพิ่มมูลค่าเร็วกว่าถ้าเก็บไว้ในสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำ
Carry Trade ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ AUD/JPY และ NZD/JPY เนื่องจากมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สูงระหว่างกัน
เมื่อไหร่ควรใช้: เหมาะกับนักเทรดที่มองหาผลตอบแทนระยะยาวและสามารถถือตำแหน่งไว้นานได้
กลยุทธ์ 50-pips-a-day มีเป้าหมายที่จะใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวในช่วงเช้าของคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูง เช่น GBP/USD และ EUR/USD
วิธีการเริ่มต้น คุณตั้งกราฟราคาเป็นแท่งเทียน 1 ชั่วโมง เมื่อแท่งเทียนเวลา 07:00 น. ปิด คุณจะวางคำสั่งสองประเภท:
คำสั่ง Take Profit 50 pips เหนือและ 50 pips ใต้จุดปิดของแท่งเทียน 7 โมงเช้า
คำสั่ง Stop Loss ระหว่าง 5-10 pips เหนือหรือใต้แต่ละคำสั่งเพื่อจัดการความเสี่ยง
จากนั้นคุณสามารถปล่อยให้ตำแหน่งดำเนินไป ตลาดจะเคลื่อนไหวไปที่คำสั่งใดคำสั่งหนึ่งและเปิดใช้งาน ขณะที่อีกคำสั่งสามารถยกเลิกได้
เหมาะกับใคร: กลยุทธ์นี้เหมาะกับ Scalpers ที่ต้องการทำกำไรเล็กน้อยแต่บ่อยครั้ง แทนที่จะมองการเคลื่อนไหวของราคาระยะยาว
กลยุทธ์ One-Hour Forex มุ่งเน้นไปที่กรอบเวลา 60 นาทีสำหรับการวิเคราะห์ การมุ่งเน้นที่หน้าต่างเวลาเล็กๆ แบบนี้ช่วยแบ่งการเทรดของคุณออกเป็นส่วนๆ ที่จัดการได้ง่ายขึ้น ไม่ต่างจากกลยุทธ์ 50-pips ที่เราเพิ่งดู แต่คุณกำลังมองกราฟราคาหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้าสำหรับคู่สกุลเงิน
กลยุทธ์ประกอบด้วย:
วางคำสั่ง Sell Stop Entry และ Buy Stop Entry ห่างจากจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดของการปิดชั่วโมงก่อนหน้า 2 pips
ตั้งคำสั่ง Take Profit ห่างจากคำสั่งเข้า 20 pips
วัดระยะห่างระหว่างจุดสูงสุดและต่ำสุดของชั่วโมงก่อนหน้า และเพิ่ม 2 pips เพื่อได้ระยะ Stop Loss สำหรับแต่ละคำสั่ง
แนวคิดคือถ้าตลาดทะลุจุดต่ำสุดก่อนหน้า ตลาดน่าจะทะลุลงไป และถ้าตลาดทะลุจุดสูงสุดก่อนหน้า มันจะพุ่งขึ้นสูงขึ้นชั่วหนึ่ง 2 pips ห่างจากระดับสำคัญเหล่านี้ให้เวลาตลาดยืนยันการเคลื่อนไหวก่อนที่รายการของคุณจะถูกกระตุ้น
เหมาะกับใคร: เหมาะกับ Scalpers เช่นกัน เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่รวดเร็วและมีข้อจำกัดด้านกำไรสูงสุด
ข้อเข้าใจผิดที่ 1: มีกลยุทธ์เดียวที่ "ดีที่สุด" ความจริง: ไม่มีกลยุทธ์ใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือกลยุทธ์ที่เหมาะกับสไตล์การเทรดและเป้าหมายของคุณ
ข้อเข้าใจผิดที่ 2: กลยุทธ์ที่ซับซ้อนดีกว่าเสมอ ความจริง: หลายครั้งกลยุทธ์ที่เรียบง่ายกลับได้ผลดีกว่า เพราะง่ายต่อการปฏิบัติตามและจัดการ
ข้อเข้าใจผิดที่ 3: เทรดบ่อยครั้ง = กำไรมากขึ้น ความจริง: การเทรดมากเกินไปอาจทำให้เกิดค่าธรรมเนียมสะสมและการตัดสินใจที่ขาดวินัย กุญแจคือคุณภาพของการเทรด ไม่ใช่ปริมาณ
ข้อเข้าใจผิดที่ 4: สับสนระหว่างเนื้อหาประเภทต่างๆ
Pillar Content: เนื้อหาหลักที่ครอบคลุมหัวข้อใหญ่อย่างละเอียด (เช่น บทความนี้)
Cluster Content: เนื้อหาเสริมที่เจาะลึกแต่ละหัวข้อย่อง
Evergreen Content: เนื้อหาที่มีคุณค่าตลอดเวลา ไม่ล้าสมัย
Topical Content: เนื้อหาที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันหรือเทรนด์
การเทรด Forex ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการโชคดีหรือการคาดเดา แต่มาจากการมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและการปฏิบัติตามอย่างมีวินัย ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ Trend Trading ที่เรียบง่าย, Range Trading ที่ต้องการความละเอียด, หรือ News Trading ที่ต้องการความรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือคุณต้องเข้าใจกลยุทธ์นั้นๆ อย่างถ่องแท้และรู้ว่ามันเหมาะกับตัวคุณหรือไม่
จงเริ่มต้นจากการทดลองใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในบัญชีทดลอง (Demo Account) ก่อนที่จะลงเงินจริง จดบันทึกผลลัพธ์และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมว่าการจัดการความเสี่ยงคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จในระยะยาว
EBC Financial Group พร้อมสนับสนุนคุณด้วยแพลตฟอร์มการเทรดที่ทันสมัย เครื่องมือวิเคราะห์ที่ครบครัน และทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำ เปิดบัญชีทดลองฟรีวันนี้และเริ่มต้นฝึกฝนกลยุทธ์การเทรดของคุณโดยไม่มีความเสี่ยง
สำหรับมือใหม่ เราแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Trend Trading Strategy เพราะเป็นกลยุทธ์ที่เข้าใจง่ายที่สุด หลักการคือเทรดไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มของตลาด ไม่ต้องใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนมาก และจังหวะเวลาไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ คุณสามารถเริ่มต้นด้วยการใช้ตัวชี้วัดพื้นฐานอย่าง Moving Average หรือ RSI ก็เพียงพอแล้ว
การเรียนรู้พื้นฐานของกลยุทธ์แต่ละแบบอาจใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ แต่การเชี่ยวชาญและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าคุณฝึกฝนบ่อยแค่ไหน สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนในบัญชีทดลองอย่างสม่ำเสมอและจดบันทึกผลการเทรดเพื่อปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ในปัจจุบันคุณสามารถเริ่มเทรด Forex ด้วยเงินทุนเพียง 100-500 ดอลลาร์สหรัฐก็ได้ แต่เราแนะนำให้เริ่มต้นด้วยบัญชีทดลอง (Demo Account) ที่ใช้เงินเสมือนก่อน เพื่อฝึกฝนกลยุทธ์โดยไม่มีความเสี่ยง เมื่อคุณมั่นใจแล้วจึงค่อยเริ่มต้นด้วยเงินทุนจริงในจำนวนที่คุณพร้อมจะเสียได้โดยไม่กระทบต่อชีวิตประจำวัน
Day Trading คือการเปิดและปิดตำแหน่งการเทรดภายในวันเดียว โดยไม่ถือตำแหน่งข้ามคืน นักเทรดมักจะเปิด 1-5 ตำแหน่งต่อวัน ส่วน Scalping เป็นรูปแบบการเทรดที่รวดเร็วกว่า โดยนักเทรดอาจเปิดตำแหน่ง 10-100 ครั้งต่อวัน และถือตำแหน่งเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่กี่วินาทีเท่านั้น Scalping มุ่งเน้นที่กำไรเล็กน้อยแต่บ่อยครั้ง ในขณะที่ Day Trading อาจมองหากำไรที่มากกว่าต่อการเทรด
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลง