Fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลอย่างไร
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

Fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลอย่างไร

เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-19

เมื่อสงครามการค้าปะทุขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หรือการกีดกันทางการค้าในระดับโลก เรามักเห็นตลาดหุ้นสั่นคลอน ราคาน้ำมันผันผวน และค่าเงินที่แกว่งตัวอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือน “พายุหน้าด่าน” ที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสร้างอำนาจต่อรองให้ตนเอง


มาตรการทางภาษีเหล่านี้ดูเป็นนโยบายที่ “เล่นใหญ่” และดึงดูดสปอตไลท์ได้เสมอ จนทำให้หลายคนเชื่อว่านี่คือแรงขับเคลื่อนหลักที่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก


แต่ในความเป็นจริง... ยังมีอีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด


องค์กรที่ไม่ได้ปรากฏชื่อบนพาดหัวข่าวการเมืองทุกวัน แต่กลับมีอิทธิพลลึกซึ้งและกว้างไกลเกินกว่าใครจะเทียบได้ เขาคือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า “Fed” (Federal Reserve)


fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ย

ทำไม Fed ถึงทรงอิทธิพล

แม้ Fed จะไม่ได้ทำหน้าที่ขึ้นภาษี ไม่ได้ออกนโยบายการค้า และไม่เคยไปนั่งโต๊ะเจรจากับประเทศคู่ค้าใดๆ แต่ทุกครั้งที่ Fed ขยับตัว โดยเฉพาะการประกาศ “ขึ้นหรือลดดอกเบี้ย” แรงสั่นสะเทือนนั้นจะแทรกซึมไปทั่วทุกอณูของโลก ตั้งแต่ต้นทุนการทำธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงราคาสินค้าในมือของผู้บริโภคทั่วไป


ขณะที่คนทั้งโลกกำลังจับจ้องเกมการเมืองและกำแพงภาษีอันดุเดือด ใครกันแน่ที่เป็นคนถือพวงมาลัยตัวจริง?


คำตอบคือ Fed "พระรองผู้ไร้เสียง" แต่กลับเป็นผู้กำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจเศรษฐกิจโลกได้ เพียงแค่การขยับปลายนิ้วผ่านนโยบายการเงิน


นี่คือเรื่องราวขององค์กรที่อยู่หลังม่าน แต่เป็นผู้กำกับ "ทิศทางลม" ของเศรษฐกิจทั้งโลกอย่างแท้จริง


FED คืออะไร ทำไมถึงเป็น "พี่ใหญ่" แห่งโลกการเงิน

FED (Federal Reserve System) หรือ ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา เปรียบเสมือน "ผู้ถือบังเหียน" เศรษฐกิจโลก ก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยมีหน้าที่หลักคือการควบคุมปริมาณเงินในระบบและกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ย


ลองนึกภาพว่า FED คือคนคุมวาล์วน้ำ ถ้าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปจนเงินเฟ้อพุ่ง FED ก็จะ "ปิดวาล์ว" โดยการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดการใช้จ่าย แต่ถ้าเศรษฐกิจซบเซา FED ก็จะ "เปิดวาล์ว" โดยการลดดอกเบี้ยเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบนั่นเอง


ตำนานการก่อตั้ง Fed

จุดเริ่มต้นของ Fed เกิดขึ้นในปี 1913 เมื่อประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ลงนามในกฎหมาย Federal Reserve Act เพื่อสร้างปราการเหล็กที่จะช่วยปกป้องเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ หลังจากนั้นเพียง 7 เดือน ธนาคารกลางทั้ง 12 แห่งกระจายตามภูมิภาคต่างๆ ก็ถือกำเนิดขึ้นและเริ่มขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤศจิกายน 1914


ในยุคแรก Fed เกือบจะมีอายุสั้นเพียง 20 ปี เพราะใบอนุญาตถูกกำหนดให้หมดอายุในปี 1934 แต่ด้วยความสำคัญที่ไม่อาจทดแทนได้ สภาคองเกรสจึงตัดสินใจต่ออายุให้ก่อนกำหนด และเปลี่ยนสถานะให้เป็น "สถาบันถาวร"


ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา Fed ผ่านบททดสอบและบทเรียนครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้ง:

  • ช่วงปี 1935: มีการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจมาไว้ที่ "คณะกรรมการผู้ว่าการ" เพื่อความเป็นอิสระจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง (กระทรวงการคลัง)

  • ทศวรรษ 1970: ท่ามกลางวิกฤต Stagflation (ของแพงแต่คนตกงาน) Fed ได้ปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มความโปร่งใส และมุ่งเน้นการดูแลชุมชนรายได้น้อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดีขึ้น

  • ปี 2010: หลังผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (Great Recession) กฎหมาย Dodd-Frank ได้เพิ่มความเข้มงวดในการคุมเข้มสถาบันการเงิน และให้ความสำคัญกับความหลากหลายในองค์กร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝันร้ายทางเศรษฐกิจซ้ำรอยเดิม


เบื้องหลังการตัดสินใจว่า เฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ย หรือไม่

มาจากคณะกรรมการที่เรียกว่า FOMC (Federal Open Market Committee) ประชุมปีละ 8 ครั้ง: ทุกๆ 6 สัปดาห์ นักลงทุนทั่วโลกจะจดจ้องผลการประชุมนี้แบบวินาทีต่อวินาที

นอกจากดอกเบี้ยนโยบายแล้ว FED ยังใช้การซื้อขายพันธบัตร (Open Market Operations) เพื่อดึงเงินเข้าหรือปล่อยเงินออกด้วย


ผลกระทบเมื่อ เฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ย ต่อสินทรัพย์ต่างๆ

1. ค่าเงินดอลลาร์และตลาดหุ้น

เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินดอลลาร์จะ "แข็งค่า" ทันที เพราะนักลงทุนอยากเอาเงินไปฝากเพื่อกินดอกเบี้ยที่สหรัฐฯ ส่งผลให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยและประเทศเกิดใหม่อื่นๆ กลับไปสู่สหรัฐฯ


2. ทิศทางของตลาดคริปโตเคอเรนซี่

ตลาดคริปโตฯ ไวต่อเรื่องนี้มากครับ! เมื่อ เฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ย สินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่าง Bitcoin มักจะถูกเทขาย เพราะนักลงทุนย้ายเงินไปหาที่พักเงินที่ปลอดภัยและได้ผลตอบแทนแน่นอนกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาล


ข้อดี-ข้อเสียของนโยบาย FED ที่นักลงทุนควรรู้

ข้อดี

ข้อเสีย

ช่วยหยุดยั้ง "เงินเฟ้อ" ไม่ให้ข้าวของแพงเกินไป

ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ธุรกิจขยายตัวยาก

สร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินระยะยาว

ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอาจมีความผันผวนสูง

เพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ฝากเงินและพันธบัตร

อาจทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หากขึ้นแรงเกินไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. FED กับ ธนาคารกลางไทย (BOT) เกี่ยวข้องกันไหม?

ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน แต่ BOT มักจะดูนโยบายของ FED เป็นแนวทาง เพราะถ้า FED ขึ้นดอกเบี้ยแต่ไทยไม่ขึ้น เงินทุนอาจไหลออกจนค่าเงินบาทอ่อนค่าได้


2. ถ้า FED ประกาศหยุดขึ้นดอกเบี้ย จะเกิดอะไรขึ้น?

มักจะเป็นข่าวดีตลาดหุ้นและคริปโตฯ มักจะขานรับในเชิงบวก และอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของตลาดขาขึ้นครั้งใหญ่


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยส่งผลต่อตลาด Forex อย่างไร?
เปิดข้อมูล ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ตัวเลขไหนมีผลต่อการลงทุน
สิ่งที่คุณควรรู้ก่อน Fed ประกาศลดดอกเบี้ย
หุ้นสหรัฐ น่าลงทุนไหม? เจาะลึก S&P 500 ปี 2025
ไขคำตอบ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ คืออะไร กระทบตลาดการเงินยังไง?