เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-27
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ที่บริษัทใหญ่ทั่วโลกพึ่งพามานับสิบปี แล้ววันหนึ่งมีข่าวว่า AI ตัวหนึ่งสามารถทำงานแทนซอฟต์แวร์คุณได้ทั้งหมด ราคาถูกกว่า เร็วกว่า และไม่ต้องการ "ที่นั่ง" (Seat) ให้พนักงานแต่ละคนเลยสักนิด
นี่คือความกลัวที่กำลังสั่นคลอนตลาดซอฟต์แวร์ทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ภายใต้ชื่อที่ฟังดูน่าสะพรึงว่า "SaaSpocalypse" หรือ "วันสิ้นโลกของธุรกิจซอฟต์แวร์"
แต่คำถามที่แท้จริงคือ มันจะเกิดขึ้นจริงไหม? และถ้าเกิด เราควรรับมืออย่างไร?
SaaS ย่อมาจาก Software-as-a-Service หรือ "ซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ" ซึ่งก็คือซอฟต์แวร์ที่คุณไม่ได้ซื้อมาติดตั้งในเครื่อง แต่จ่ายค่าสมัครสมาชิกรายเดือนหรือรายปีเพื่อใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น Microsoft Office 365, Salesforce, Slack, Zoom หรือซอฟต์แวร์บัญชีต่างๆ ที่ธุรกิจยุคใหม่นิยมใช้ โมเดลธุรกิจของ SaaS ส่วนใหญ่จะคิดเงินแบบ "Per-seat" หรือ "ต่อที่นั่ง" นั่นคือยิ่งมีพนักงานใช้งานมากเท่าไหร่ บริษัทก็จ่ายเงินมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนี่คือจุดเปราะบางที่ AI กำลังเล็งเข้ามาโจมตีโดยตรง
SaaSpocalypse จึงหมายถึงสถานการณ์ที่นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า AI agents (ตัวแทนปัญญาประดิษฐ์) จะเข้ามาทำงานแทนพนักงานมนุษย์ได้ ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่า "ที่นั่ง" ให้กับซอฟต์แวร์ SaaS อีกต่อไป และโมเดลธุรกิจแบบเก่าก็จะล่มสลาย
กระแสความกลัวนี้ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎี เพราะในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา กองทุน iShares Expanded Tech-Software Sector ETF (กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์) ปรับตัวลดลงถึง 27% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังตระหนกอย่างจริงจัง
หนึ่งในผู้ที่ถูกชี้นิ้วว่าเป็น "ตัวการ" สำคัญในครั้งนี้คือ Anthropic บริษัทผู้พัฒนา Claude AI ซึ่งออกฟีเจอร์ใหม่มาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
Claude AI คืออะไร? พูดง่ายๆ คือ Claude AI เป็นผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาโดย Anthropic คู่แข่งโดยตรงของ ChatGPT จาก OpenAI โดย Claude มีจุดเด่นในด้านการวิเคราะห์เอกสาร เขียนโค้ด และทำงานที่ต้องอาศัยความคิดเชิงเหตุผลที่ซับซ้อน
แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดสั่นสะท้านในรอบล่าสุดคือการที่ Anthropic ทยอยเปิดตัวเครื่องมือที่รุกเข้าไปในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา
30 มกราคม: Anthropic เพิ่มเครื่องมือด้านกฎหมายให้กับ Claude Cowork ซึ่งช่วยติดตามการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) และจัดการเอกสารทางกฎหมาย ทำให้หุ้นบริษัทซอฟต์แวร์กฎหมายร่วงทันที
20 กุมภาพันธ์: เปิดตัว Claude Code Security ซึ่งสแกนซอฟต์แวร์เพื่อหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัย กระทบหุ้นกลุ่ม Cybersecurity (ความปลอดภัยทางไซเบอร์) โดยตรง
23 กุมภาพันธ์: Anthropic ประกาศว่า Claude สามารถช่วยปรับปรุงโค้ด COBOL (Common Business-Oriented Language หรือภาษาโปรแกรมรุ่นเก่าที่ธนาคารและองค์กรขนาดใหญ่ยังใช้อยู่) ให้ทันสมัยได้โดยไม่ต้องอาศัย "กองทัพที่ปรึกษา" อีกต่อไป ผลที่ตามมาคือหุ้น IBM ร่วงลง 13% ซึ่งเป็นการร่วงที่หนักที่สุดในรอบ 26 ปี
นี่คือภาพที่ทำให้ตลาดตื่นตระหนก เพราะ AI ไม่ได้โจมตีแค่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่กำลังกวาดทุกเซกเตอร์พร้อมกัน
ถ้าพูดถึงบริษัทที่โดนตั้งคำถามมากที่สุดในวิกฤตนี้ ชื่อแรกที่ต้องพูดถึงคือ Salesforce ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ SaaS ที่ให้บริการ cloud computing (การประมวลผลบนคลาวด์) สำหรับการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า
Marc Benioff ซีอีโอของ Salesforce ไม่ได้เลือกที่จะนิ่งเฉย เขาออกมาพูดตรงๆ ว่า:
"ถ้ามี SaaSpocalypse จริง มันอาจจะถูก Sasquatch กินไปแล้ว เพราะมีหลายบริษัทที่ใช้งาน SaaS จำนวนมาก เนื่องจากมันทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมี AI Agent เข้ามาช่วย"
นอกจากคำพูดที่ฟังดูมั่นใจแล้ว Salesforce ยังตอบโต้ด้วยการกระทำ ทั้งการเพิ่มเงินปันผล (Dividend) เกือบ 6% เป็น 0.44 ดอลลาร์ต่อหุ้น และเปิดตัวโครงการซื้อหุ้นคืน (Buyback) มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ส่งไปยังนักลงทุนว่า "เราเชื่อมั่นในตัวเองพอที่จะลงทุนในหุ้นของเราเอง"
ที่น่าสนใจคือ Salesforce ยังแนะนำมาตรวัดใหม่ที่เรียกว่า AWU หรือ Agentic Work Units (หน่วยการทำงานของเอเจนต์) ซึ่งแทนที่จะวัดแค่จำนวน "token" (หน่วยพื้นฐานของการประมวลผล AI) แบบเดิม AWU จะวัดว่า AI agent ทำงานสำเร็จจริงหรือเปล่า เช่น บันทึกข้อมูลลงระบบได้หรือยัง แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Salesforce กำลังปรับโมเดลธุรกิจให้รองรับยุค AI อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พูดเพื่อปลอบใจตลาด
Bill Gurley นักลงทุน Venture Capitalist (นักลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัประยะเริ่มต้น) ชื่อดัง ออกมาให้ความเห็นผ่านรายการ Squawk Box ของ CNBC ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ SaaS ในครั้งนี้มีความน่ากังวลในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน "ผมไม่เคยเห็นการ disrupt (พลิกผัน) ครั้งไหนที่มีความวิตกกังวลมากขนาดนี้ และส่งผลกระทบข้ามไปหลายๆ บริษัทพร้อมกัน" แต่เขาก็ยกตัวอย่างที่น่าคิดว่า เมื่อ Facebook เข้าตลาดหุ้นครั้งแรก ราคาร่วงจาก 42 ดอลลาร์เหลือ 18 ดอลลาร์เพราะนักลงทุนกลัวว่า Facebook จะปรับตัวเข้าสู่ยุคมือถือไม่ได้ แต่สุดท้ายทุกคนก็รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่สำคัญกว่านั้น Gurley ยังชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ Anthropic เอง ซึ่งเป็นผู้สร้าง Claude AI ก็ยังใช้ซอฟต์แวร์จาก Workday และ Salesforce อยู่ นั่นหมายความว่า AI กับ SaaS ไม่ได้อยู่ในฐานะ "ศัตรูที่ต้องทำลายกัน" แต่อาจเป็น "พันธมิตรที่เติบโตร่วมกัน" ก็ได้
สำหรับนักลงทุนที่กำลังสับสนว่าควรทำอะไร Gurley แนะนำให้คิดแบบ Warren Buffett ที่มองว่า "ช่วงเวลาที่ตลาดตื่นตระหนกคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าซื้อ" แต่ก็ต้องเลือกบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งจริงๆ ไม่ใช่ซื้อทุกตัวที่ราคาลงเพียงเพราะถูกตลาดตีตราว่าเป็น SaaS
ความจริงที่ซ่อนอยู่: SaaS ทุกตัวเสี่ยงเท่ากันไหม?
คำตอบคือ ไม่ ณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการของ Buzzebees สตาร์ตอัป SaaS ของไทย อธิบายไว้ได้ชัดเจนมากว่า SaaS ที่ "ง่ายเกินไป" คือกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด เช่น ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่แค่ "ตรวจใบเสร็จ" อย่างเดียว เพราะ AI สามารถทำสิ่งนั้นได้ในราคาถูกกว่ามาก แต่ SaaS ที่มี "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งและซับซ้อน จะยังคงอยู่รอดได้ เพราะ AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ การต่อรองราคา หรือความเชื่อใจที่สร้างมานานหลายปีได้ในชั่วข้ามคืน
กลุ่มที่เสี่ยง: ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เดียว ง่าย ทำซ้ำได้ และไม่ได้ฝังตัวลึกในกระบวนการธุรกิจ
กลุ่มที่แข็งแกร่ง: ซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ มีข้อมูลเฉพาะขององค์กรสะสมอยู่ มีความสัมพันธ์กับผู้ใช้งานในเชิงลึก และมี switching cost (ต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่น) สูง
ตัวอย่างที่ดีคือ Salesforce ที่ไม่ได้ขายแค่ "ซอฟต์แวร์" แต่ขาย "ระบบนิเวศ" ที่บริษัทลูกค้าได้ฝังข้อมูล กระบวนการ และความรู้ขององค์กรไว้ตลอดหลายปี การย้ายออกจาก Salesforce จึงไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่เป็นความเสี่ยงของทั้งองค์กร
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการ SaaS หรือคนทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มีแนวทางที่นำไปปรับใช้ได้ดังนี้
สำหรับผู้ประกอบการ SaaS
สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ประเมินตัวเองตรงๆ ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณทำงานที่ AI สามารถทดแทนได้หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือ "ได้" นั่นคือสัญญาณเตือนให้เริ่มปรับกลยุทธ์ทันที
Buzzebees ทำให้ดูเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ โดยเลือกที่จะ "ขายซอฟต์แวร์ในราคาถูก" เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเปรียบเทียบกับ AI แต่หันมาสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านบริการที่ AI ยังทำไม่ได้ เช่น การจัดซื้อของรางวัลและสายสัมพันธ์กับผู้ขาย
สำหรับนักลงทุน
อย่าขายหุ้น SaaS ทิ้งหมดเพราะกลัว SaaSpocalypse แต่ให้เลือกบริษัทที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ ซอฟต์แวร์นี้มีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งไหม? บริษัทลงทุนใน AI เพื่อพัฒนาตัวเองหรือเปล่า? และมี switching cost สูงพอที่ลูกค้าจะไม่ย้ายไปหา AI ง่ายๆ ไหม?
สำหรับคนทำงานในอุตสาหกรรม
Gurley บอกว่า AI เปรียบเสมือน "เชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ต" สำหรับคนที่หลงใหลในงานของตัวเอง แทนที่จะมองว่า Claude AI หรือ AI tools อื่นๆ คือภัยคุกคาม ลองมองว่ามันคือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเรียนรู้เร็วขึ้น ทำงานได้มากขึ้น และพัฒนาทักษะได้เร็วกว่าที่เคย
ความเข้าใจผิดที่ 1: AI จะทำลาย SaaS ทั้งหมด ความจริงคือ AI จะทำลายเฉพาะ SaaS ที่ไม่ปรับตัว และที่ทำหน้าที่ง่ายๆ ซ้ำๆ เท่านั้น SaaS ที่มีระบบนิเวศซับซ้อนยังมีอนาคต
ความเข้าใจผิดที่ 2: บริษัท SaaS กำลังจะล้มละลายทั้งหมด ความจริงคือหลายบริษัทอย่าง Salesforce กำลังลงทุนใน AI อย่างหนักเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่รอให้ถูกโจมตี
ความเข้าใจผิดที่ 3: โมเดล Per-seat หมดยุคแล้ว ความจริงคือโมเดลนี้กำลังเปลี่ยน แต่ไม่ได้หายไป Salesforce เองก็กำลังพัฒนาโมเดลใหม่อย่าง AWU เพื่อรองรับยุค AI โดยเฉพาะ
ความเข้าใจผิดที่ 4: นักลงทุนควรเทขายหุ้น SaaS ทั้งหมดทันที ความจริงคือช่วงที่ตลาดตื่นตระหนกมักเป็นโอกาสของนักลงทุนที่มีข้อมูล ดังที่ Warren Buffett สอนไว้เสมอ แต่ต้องเลือกเป็นและศึกษาให้ดี
คำตอบตรงๆ คือ "วันสิ้นโลก" ในแบบที่หลายคนกลัวคงไม่เกิดขึ้น แต่ "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" กำลังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน SaaS ที่ไม่ปรับตัว ที่ยังนั่งเก็บเงินค่า "ที่นั่ง" โดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มใดๆ คงอยู่ได้ยากในโลกที่ Claude AI, Claude Cowork และ AI agents อื่นๆ กำลังทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นทุกวัน แต่ SaaS ที่มีระบบนิเวศแข็งแกร่ง ที่รู้จักนำ AI มาเป็น "พันธมิตร" แทนที่จะมองว่าเป็น "ศัตรู" และที่สามารถสร้างมูลค่าที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ บริษัทเหล่านั้นไม่เพียงแค่จะอยู่รอด แต่จะเติบโตได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้คือ ไม่ว่า SaaSpocalypse จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ สิ่งที่ชัดเจนคือโลกกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราเคยเห็น และคนที่เตรียมตัวรับมือได้ดีที่สุดคือคนที่ไม่รอให้ "วันสิ้นโลก" มาถึงก่อนแล้วค่อยตื่น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการ หรือคนทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตอนนี้คือเวลาที่ดีที่สุดในการตั้งคำถามกับตัวเองว่า "สิ่งที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้ AI ทำแทนได้ไหม? และถ้าได้ ฉันจะสร้างมูลค่าในแบบที่ AI ทำแทนไม่ได้อย่างไร?"
EBC Financial Group พร้อมช่วยให้คุณติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดและวางแผนการลงทุนในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจ เริ่มต้นสำรวจข้อมูลและโอกาสการลงทุนที่เหมาะกับคุณได้เลยวันนี้
SaaS หรือ Software-as-a-Service คือซอฟต์แวร์ที่ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตในรูปแบบสมัครสมาชิก แทนที่จะซื้อและติดตั้งในเครื่องแบบเดิม ตัวอย่างที่คุ้นเคยคือ Microsoft Office 365 หรือ Google Workspace ข้อดีคือสะดวก อัพเดทอัตโนมัติ แต่ข้อเสียในยุค AI คือโมเดลคิดเงินตามจำนวนผู้ใช้งานอาจไม่เหมาะกับโลกที่ AI สามารถทำงานแทนพนักงานได้
Claude AI ของ Anthropic เปิดตัวเครื่องมือที่รุกเข้าไปในหลายอุตสาหกรรม ทั้งด้านกฎหมาย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์เก่า ทำให้นักลงทุนกังวลว่า AI จะทำงานที่เคยต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์ SaaS หลายตัวได้โดยตรง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ปรับตัวลดลงอย่างหนัก
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้แยกแยะบริษัท SaaS ออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่มีระบบนิเวศซับซ้อนและ switching cost สูง กับกลุ่มที่ทำงานง่ายๆ ที่ AI ทดแทนได้ง่าย บริษัทที่ลงทุนพัฒนา AI ของตัวเองและมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งยังคงน่าลงทุนในระยะยาว ขณะที่ช่วงตลาดตื่นตระหนกอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มีข้อมูลและมีวินัย
ผู้ประกอบการ SaaS ในไทยอย่าง Buzzebees มองว่า SaaS ที่ให้บริการแบบเรียบง่ายมีความเสี่ยงสูง แต่บริษัทที่มีระบบนิเวศที่ AI เข้ามาแทนที่ยาก เช่น ความสัมพันธ์กับผู้ขาย การต่อรองราคา หรือบริการที่ต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงมนุษย์ ยังมีอนาคตที่ดี ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าภาพจะชัดขึ้นว่าใครจะอยู่รอด
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ