เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-30
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันอย่างหนักในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 เมื่อ S&P 500 ปิดลบ ที่ระดับ 6,969.01 จุด ลดลง 0.13% โดยได้รับผลกระทบหลักจากการร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Microsoft ที่พุ่งร่วงลงถึง 10% ในเซสชันเดียว ซึ่งนับเป็นวันที่แย่ที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020
สิ่งที่น่าสนใจคือความกังวลใหม่ที่เกิดขึ้นในหมู่นักลงทุน นั่นคือความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยี AI จะกลับมา "กัดกิน" ธุรกิจของบริษัทซอฟต์แวร์เองที่กำลังพัฒนามัน สัญญาณเตือนนี้ทำให้ดัชนีแนสแด็กปิดลบ 0.72% ที่ระดับ 23,685.12 จุด ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์กลับเป็นดัชนีเดียวที่ยังทรงตัวได้ โดยปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.11% ปิดที่ 49,071.56 จุด

หัวใจสำคัญของการร่วงลงครั้งนี้มาจากรายงานผลประกอบการของ Microsoft ที่เปิดเผยว่าการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ชะลอตัวลงในไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ สิ่งที่ทำให้นักลงทุนตกใจยิ่งกว่านั้นคือการคาดการณ์อัตรากำไรจากการดำเนินงานสำหรับไตรมาสถัดไปที่ค่อนข้างอ่อนแอ
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Microsoft เพียงอย่างเดียว หุ้นซอฟต์แวร์อื่นๆ ก็ได้รับบาดเจ็บหนัก:
ServiceNow ร่วงลงราว 10% แม้ว่าผลประกอบการไตรมาสสี่จะดีกว่าคาด
Salesforce ปรับตัวลง 6%
Oracle ลดลง 2%
กองทุน iShares Expanded Tech-Software Sector ETF (IGV) ร่วงลง 5% ในวันเดียว ทำให้ต่ำกว่าจุดสูงสุดล่าสุดเกือบ 22% เข้าสู่ภาวะตลาดหมี
"AI กลายเป็นเหมือนดาบสองคม มันเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการเติบโต แต่ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเหล่านี้" Rob Williams หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Sage Advisory กล่าว
ความกังวลหลักคือ AI อาจเข้ามา "ดิสรัปต์" รูปแบบธุรกิจของบริษัทซอฟต์แวร์เอง เมื่อเครื่องมือ AI สามารถทำงานที่ซอฟต์แวร์แบบเดิมทำได้ในราคาที่ถูกกว่าและรวดเร็วกว่า นักลงทุนจึงเริ่มตั้งคำถามว่ารายได้และกำไรในอนาคตของบริษัทเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะมืดมนไปหมด หุ้น Meta Platforms พุ่งขึ้นมากกว่า 10% หลังจากให้การคาดการณ์ยอดขายไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด ขณะที่ Caterpillar เพิ่มขึ้นกว่า 3% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสสี่ที่เหนือกว่าคาด
อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อ Apple ที่คาดว่าจะประกาศผลประกอบการหลังปิดตลาด Williams เตือนว่าตอนนี้เป็นเรื่องยากขึ้นมากสำหรับหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่จะกระตุ้นความเชื่อมั่นในตลาดได้ เว้นแต่จะประกาศตัวเลขที่ "ยอดเยี่ยม" เท่านั้น
สะท้อนความกังวลในตลาดหุ้นเทค Bitcoin ร่วงลงมากกว่า 5% และแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบสองเดือน แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง
ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า
ความเสี่ยงรัฐบาลชัตดาวน์: วุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถผ่านการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณได้ ทำให้มีความเสี่ยงที่หน่วยงานรัฐบาลกลางจะปิดทำการภายในวันเสาร์ หากฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถเดินหน้ากฎหมายจัดสรรงบประมาณได้ทันเวลา
การกระจายความเสี่ยง: "กำไรคือเส้นทางสู่ผลตอบแทนที่ดีสำหรับตลาดหุ้นในปีนี้ เพราะอัตราส่วนราคาต่อกำไรไม่มีพื้นที่ให้มากนัก" Williams กล่าว "ความกว้างของตลาดกำลังดีขึ้น แต่เรายังคงกระจุกตัวอยู่มาก"
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสท่ามกลางความผันผวน การเข้าใจพลวัตของตลาดและการกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ S&P 500 ปิดลบ และมีความไม่แน่นอนสูง การมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในการวิเคราะห์ตลาดและจัดการพอร์ตการลงทุนจึงมีค่ามากกว่าที่เคย
EBC Financial Group มอบเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ทันสมัยสำหรับนักลงทุนทุกระดับ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่ต้องการเรียนรู้พื้นฐานการลงทุนในตลาดหุ้นสากล หรือนักลงทุนมืออาชีพที่ต้องการเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและอัปเดตข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์
แม้ว่าการที่ S&P 500 ปิดลบ และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Microsoft ร่วงลงอย่างหนักจะสร้างความกังวลให้กับตลาด แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ประเมินพอร์ตการลงทุนและปรับกลยุทธ์ใหม่
ความท้าทายจาก AI ที่อาจดิสรัปต์ธุรกิจซอฟต์แวร์เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีบริษัทอย่าง Meta ที่ยังคงแสดงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง การกระจายความเสี่ยงและการเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจึงเป็นกุญแจสำคัญ
👉 สมัครบัญชีฟรีวันนี้ หรือติดต่อทีมงานของเราเพื่อรับคำปรึกษาเฉพาะบุคคล
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ