เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-23
ในยุคที่ตลาดการเงินเต็มไปด้วยความผันผวน การเข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจโลกกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปกป้องและเพิ่มพูนมูลค่าพอร์ตการลงทุนของคุณ ในปี 2026 อาจดูเหมือนเป็นปีที่เศรษฐกิจที่ยังคงเติบโตแต่ถ้าหากมองลึกลงไป คุณจะพบว่ามีจุดเปราะบางถึง 9 ประการที่ซ่อนอยู่ และพร้อมจะส่งผลกระทบต่อทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดทุนทั่วโลก
ที่ EBC Financial Group เราเชื่อว่านักลงทุนที่ชาญฉลาดคือผู้ที่เตรียมพร้อมล่วงหน้า มาร่วมเจาะลึกทุกมิติของความเสี่ยงเหล่านี้ และค้นพบว่าคุณควรปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างไรให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ไม่สามารถแยกตัวออกจากปัจจัยทางการเมืองได้อีกต่อไป โดยเฉพาะการเลือกตั้งกลางเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ตระหนักดีว่าประชาชนชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับความยากลำบากด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าจ้างไม่ขึ้น การหางานยากขึ้น และที่สำคัญคือราคาอาหาร ที่อยู่อาศัย และค่าเดินทางที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ
เพื่อแก้ปัญหาความต้องการของประชาชน รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการที่มุ่งเน้นความสามารถในการจ่าย (Affordability) อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการห้ามบริษัทเอกชนซื้อบ้านเดี่ยว หรือการกดดันให้ผู้ผลิตรถยนต์หันมาผลิตรถขนาดเล็กสไตล์ญี่ปุ่นเพื่อลดราคา มาตรการเหล่านี้อาจดูเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่กลับสร้างความไม่แน่นอนอย่างมากต่อนักลงทุนในตลาดสหรัฐ

หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการลงทุนในยุคทรัมป์คือ "Known Unknown Event" หรือความไม่แน่นอนที่เรารู้ว่ามีอยู่แต่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตัวอย่างล่าสุดที่สะเทือนตลาดคือการที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐออกหมายศาลจากอัยการกลางส่งไปยังประธานเฟด แม้หลายคนเคยได้ยินข่าวลือว่าทรัมป์มีแผนดังกล่าว แต่ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะเกิดขึ้นจริง
สิ่งที่นักลงทุนต้องเข้าใจคือ ทรัมป์จะยังคงสร้าง "เซอร์ไพรส์" ให้ตลาดอีกมากมายในอนาคต และการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดคือการมีแผนรองรับทุกสถานการณ์ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 คืออัตราเงินเฟ้อ หากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐออกมาสูงกว่าคาด ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะถูกบีบให้ส่งสัญญาณนโยบายการเงินแบบตึงตัว ซึ่งหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปี และนั่นจะกดดันตลาดหุ้นโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี AI และ Big Tech ที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมาก
แต่เรื่องน่าสนใจคือตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้า (Tariff) เงินเฟ้อกลับไม่พุ่งสูงมากนัก เพราะผู้นำเข้าเร่งสั่งสินค้าก่อนที่ Tariff จะมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ ผู้นำเข้าบางรายยอมรับต้นทุนเพิ่มเองโดยไม่ขึ้นราคา และทรัมป์เองก็ย้อนกลับนโยบายในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ในเดือนสิงหาคม ประกอบกับรัฐบาลสหรัฐ Shutdown ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาไม่สมบูรณ์

ปริมาณหนี้รัฐบาลสหรัฐยังคงเติบโตต่อเนื่องแม้ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐดูดี ซึ่งถือว่าผิดปกติอย่างมาก หน่วยงานสถิติของทางการสหรัฐคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นถึง 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากระดับปัจจุบันที่ 38 ล้านล้านดอลลาร์
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นคือหากรัฐบาลสหรัฐตัดสินใจแจกเงินให้ประชาชนคนละ 2,000 ดอลลาร์ (มากกว่าช่วงโควิดที่แจกคนละ 1,400 ดอลลาร์) อาจทำให้การบริโภคและอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกลายเป็นวัฏจักรอันตรายที่กดดันทั้งตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐและตลาดหุ้นเติบโตได้ดีคือการใช้จ่ายงบลงทุนของบริษัท (Capex) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) การพัฒนาชิป และการลงทุนด้านพลังงาน
แต่สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏขึ้น เมื่อพบว่ากว่า 60% ของศูนย์ข้อมูลถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทที่ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่อย่าง Hyperscaler และบริษัทเหล่านี้มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูงมาก สูงกว่าช่วง Dotcom Bubble ในยุค 90 เสียอีก
หากฟองสะบู้ AI แตก ผลกระทบต่อ GDP สหรัฐและเศรษฐกิจโลกจะรุนแรงมาก และอาจนำไปสู่ภาวะถดถอย (Recession) ได้

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจจะกลับมากระหึ่มอีกครั้ง เหตุการณ์ที่สหรัฐบุกจับผู้นำเวเนซุเอลาอย่างนิโคลัส มาดูโร่ ชี้ให้เห็นว่าทรัมป์มีแผนยึดแหล่งทรัพยากรใหม่ๆ ทั่วโลก รวมถึงกรีนแลนด์
สิ่งที่น่ากังวลคือแผนการเหล่านี้อาจไปขัดแย้งกับผลประโยชน์ของจีน ที่ลงทุนในโครงการทรัพยากรธรรมชาติไว้ทั่วโลกมาหลายสิบปี โดยเฉพาะประเด็นไต้หวันที่จีนอาจเร่งดำเนินการยึดครองเร็วกว่าแผนเดิม
สงครามการค้ารอบใหม่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินทั่วโลก

การเปลี่ยนผู้นำธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปราะบางของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็น Kevin Warsh หรือ Chris Waller ที่มาดำรงตำแหน่ง ทั้งคู่ต่างต้อง Trade-off ระหว่างการสนองความต้องการของทรัมป์ที่ต้องการลดดอกเบี้ย กับความรับผิดชอบในการไม่ปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งสูงจากการผ่อนคลายนโยบายมากเกินไป
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า Waller น่าจะเต็มใจทำตามทรัมป์มากกว่า แต่อาจถูกสมาชิก FOMC โดยเฉพาะจากเฟดสาขาต่อต้าน ส่วน Warsh ที่มาจากนอกวงการอาจมีอำนาจกดดันให้สมาชิกโหวตตามที่ต้องการได้มากกว่า แต่อาจไม่รับคำสั่งจากทรัมป์อย่างเคร่งครัดนัก
บรรดาบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐกำลังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างคลาวด์ ชิป และพลังงาน จนเงินสดในบริษัทไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ต้องหันไปสร้างหนี้เพิ่มผ่านการออกตราสารหนี้แบบ Private Credit ให้นักลงทุนและธนาคาร รวมถึง Private Equity ที่ขายตรงต่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ที่น่ากังวลยิ่งขึ้นคือในยุคทรัมป์มีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในวงการ Crypto และ Stablecoin ให้ออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินอย่างมหาศาล เพราะขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวด
จุดเปราะบางสุดท้ายของเศรษฐกิจโลกปี 2026 คือความไม่แน่นอนจากคำตัดสินของศาลสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของนโยบาย Tariff ของทรัมป์ คดีว่าทรัมป์มีอำนาจปลดสมาชิก FOMC อย่างลิซ่า คุก หรือไม่ และคดีหมายศาลจากอัยการสหรัฐต่อประธานเฟด Jay Powell กรณีใช้งบประมาณซ่อมแซมอาคารเฟดเกินกว่าที่เสนอต่อสภาคองเกรส
คำตัดสินเหล่านี้อาจเปลี่ยนกติกาของตลาดการเงินได้ในชั่วข้ามคืน
ทั้ง 9 จุดเปราะบางที่เราได้วิเคราะห์ไปนั้น ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนทุกคนควรให้ความสำคัญ เศรษฐกิจโลกในปี 2026 อาจดูมีเสถียรภาพในภาพรวม แต่ใต้พื้นผิวนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่อาจระเบิดได้ทุกเมื่อ
การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการเตรียมพร้อม การวิเคราะห์ที่รอบคอบ และการมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ