เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-16
สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาด Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หมายถึง ความสามารถในการซื้อและขายสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currencies) ได้อย่างรวดเร็วและมีปริมาณการซื้อขายที่สูง โดยไม่ทำให้ราคาในตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง หมายความว่าเทรดเดอร์สามารถซื้อหรือขายคู่สกุลเงินได้ทันทีตามราคาที่ต้องการ โดยไม่ต้องรอนานหรือประสบปัญหาในการหาคู่ค้า
ตลาด Forex ป็นตลาดที่มี Liquidity สูงที่สุดในโลก เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมาก ทั้งธนาคารกลาง สถาบันการเงิน กองทุน บริษัทข้ามชาติ และนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก การที่ตลาดเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ยิ่งทำให้มีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เทรดเดอร์สามารถเข้าหรือออกจากสถานะการซื้อขายได้อย่างอิสระและสะดวกตลอดเวลา
สภาพคล่องในตลาดฟอเร็กซ์ประกอบไปด้วยการเข้า-ออกของผู้เทรดและนักลงทุนที่มีความสนใจในการซื้อขายสกุลเงินต่างๆ ยิ่งมีผู้เข้าร่วมตลาดมากเท่าไหร่ สภาพคล่องก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง คำสั่งซื้อและขายมักจะถูกดำเนินการอย่างรวดเร็วและทันทีตามราคาที่คาดหวัง ทำให้การเทรดมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาที่ไม่คาดคิด

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพคล่องของตลาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ เพราะจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับตลาดฟอเร็กซ์ Liquidity มีความสำคัญในหลายประการดังนี้
สภาพคล่องของตลาดที่ดีทำให้นักลงทุนสามารถทำธุรกรรมได้ง่ายและรวดเร็ว ยิ่งตลาดมีสภาพคล่องมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงในการไม่สามารถปิดสถานะได้ก็จะยิ่งน้อยลง เนื่องจากมีผู้พร้อมซื้อหรือขายอยู่เสมอ การมีผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมากยังช่วยให้การดำเนินการซื้อขายมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้เทรดเดอร์มีทางเลือกในการทำธุรกรรมที่เหมาะสมกับกลยุทธ์ของตนเอง
สภาพคล่องของตลาดมักจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่า Spread (ผลต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย) ที่แคบลง เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง ค่า Spread จะต่ำ ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมลดลง นักลงทุนสามารถซื้อในราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดมากขึ้น และขายได้ในราคาที่ดีกว่า ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ที่ทำการซื้อขายบ่อยครั้งหรือใช้กลยุทธ์ Scalping
สภาพคล่องทำให้มีปริมาณการซื้อขายมาก ซึ่งสนับสนุนการเข้าและออกจากตลาดได้โดยไม่มีปัญหา นักลงทุนสามารถทำธุรกรรมในทิศทางที่ต้องการได้ตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดสถานะใหม่หรือปิดสถานะที่มีอยู่ ความยืดหยุ่นนี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
สภาพคล่องที่ดีทำให้มีความสามารถในการทำธุรกรรมในขนาดใหญ่ได้โดยไม่ส่งผลกระทบมากต่อราคาหรือความสามารถในการทำธุรกรรม สถาบันการเงินขนาดใหญ่ กองทุนต่างๆ และนักลงทุนสถาบัน สามารถทำการซื้อขายในปริมาณมหาศาลได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ราคาตลาดเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ นี่เป็นข้อได้เปรียบสำคัญของตลาดฟอเร็กซ์เมื่อเทียบกับตลาดการเงินอื่นๆ
สภาพคล่องของตลาดที่ดีทำให้นักลงทุนสามารถทำกำไรหรือตัดขาดทุนได้โดยไม่มีความยุ่งยากมากนัก เมื่อต้องการปิดสถานะเพื่อลดความเสี่ยง เทรดเดอร์สามารถทำได้ทันทีตามราคาที่ต้องการ ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีผู้ซื้อหรือผู้ขายในตลาด สิ่งนี้ช่วยให้การจัดการพอร์ตการลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในตลาด

เมื่อพูดถึง Liquidity ในตลาด Forex เราจะพบว่ามีสองปัจจัยหลักที่บ่งบอกถึงสภาพคล่องของตลาด ซึ่งเทรดเดอร์ควรให้ความสำคัญและเข้าใจอย่างถ่องแท้
ปัจจัยแรกคือความสามารถในการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currencies) ในตลาดนี้โดยมีความสะดวกและรวดเร็ว นั่นหมายความว่าสภาพคล่องที่ดีจะทำให้เทรดเดอร์สามารถดำเนินการซื้อขายได้ทันทีที่ต้องการ โดยไม่ต้องรอคอยหรือประสบปัญหาในการหาคู่สัญญาในการซื้อขาย ตลาดที่มีสภาพคล่องสูงจะมีผู้ซื้อและผู้ขายอยู่เสมอ ทำให้การทำธุรกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น
ปัจจัยที่สองคือสภาพคล่องมักเกี่ยวข้องกับความเสถียรของราคาของคู่สกุลเงินต่างประเทศ เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง ราคาจะมีความเสถียรมากขึ้นและไม่ผันผวนอย่างรุนแรง ราคาที่มีความเสถียรจะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกรรมและสร้างความมั่นใจให้กับผู้เทรดและนักลงทุน ทำให้สามารถวางแผนกลยุทธ์การเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เช่น ข่าวสารทางเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้สภาพคล่องลดลงชั่วคราวและทำให้ราคาผันผวนมากขึ้น
สภาพคล่องในตลาดฟอเร็กซ์จะอยู่ในระดับสูงในช่วงเวลาที่มีกิจกรรมการซื้อขายมากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหลักๆ ทั่วโลกเปิดทำการพร้อมกัน โดยตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสามโซนหลักๆ คือ โซนเอเชีย โซนยุโรป และโซนอเมริกา แต่ละโซนมีช่วงเวลาที่เปิด-ปิดที่ต่างกัน ซึ่งสร้างความคล่องในตลาดฟอเร็กซ์ตลอดเวลา
ช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดคือช่วงที่ตลาดสองโซนเปิดทับซ้อนกัน โดยเฉพาะ ช่วงที่ตลาดยุโรปและตลาดอเมริกาเปิดพร้อมกัน ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในแต่ละวัน นอกจากนี้ การประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญยังมีผลต่อสภาพคล่องเป็นอย่างมาก เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ข้อมูล GDP หรือตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งจะทำให้มีการเคลื่อนไหวของตลาดและการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สภาพคล่องในตลาด Forex มีผลโดยตรงต่อราคาของคู่เงินและค่า Spread ที่เทรดเดอร์ต้องจ่าย หากตลาดมี Liquidity ที่ดี จะช่วยให้ราคามีความเสถียรและไม่มีการผันผวนมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงราคาจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของตลาด
อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุการณ์ที่ส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่มั่นใจเกี่ยวกับตลาด เช่นข่าวสารทางเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด เหตุการณ์ทางการเมืองที่รุนแรง หรือวิกฤตการเงิน จะส่งผลให้สภาพคล่องอาจลดลงอย่างรวดเร็ว และทำให้ราคาผันผวนมากขึ้น ในช่วงเวลาเหล่านี้ ค่า Spread อาจกว้างขึ้นและการทำธุรกรรมอาจมีความยากลำบากมากขึ้น
นอกจากนี้ สกุลเงินที่มีสภาพคล่องดีจะส่งผลให้ ค่า Spread แคบลง โดย Spread คือค่าธรรมเนียมหรือต้นทุนที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์ในการเข้าทำการซื้อขายคู่เงินนั้นๆ คู่สกุลเงินหลัก (Major Pairs) มักมีค่า Spread ที่แคบที่สุด เนื่องจากมีสภาพคล่องสูง ในขณะที่คู่สกุลเงินเอ็กโซติก (Exotic Pairs) จะมีค่า Spread ที่กว้างกว่า เนื่องจากมีสภาพคล่องต่ำกว่า
คู่ฟอเร็กซ์แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามความถี่และปริมาณการซื้อขาย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อ สภาพคล่อง ของแต่ละคู่เงิน การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละประเภทจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเลือกคู่เงินที่เหมาะสมกับกลยุทธ์และระดับความเสี่ยงของตนเองได้
คู่สกุลเงินหลักคือคู่สกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดในตลาด Forex และมีสภาพคล่องสูงที่สุด
คู่สกุลเงินหลักที่สำคัญได้แก่:
- EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ) คู่เงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก
- USD/JPY (ดอลลาร์สหรัฐ/เยน) คู่เงินยอดนิยมในภูมิภาคเอเชีย
- GBP/USD (ปอนด์สเตอร์ลิง/ดอลลาร์สหรัฐ) เรียกอีกชื่อว่า "Cable"
- USD/CHF (ดอลลาร์สหรัฐ/ฟรังก์สวิส) เรียกว่า "Swissie"
- AUD/USD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ดอลลาร์สหรัฐ) เรียกว่า "Aussie"
- USD/CAD (ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์แคนาดา) เรียกว่า "Loonie"
- NZD/USD (ดอลลาร์นิวซีแลนด์/ดอลลาร์สหรัฐ) เรียกว่า "Kiwi"
คู่สกุลเงินรอง คือคู่สกุลเงินที่ไม่ใช่คู่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีความนิยมและมีปริมาณการซื้อขายสูงพอสมควร โดยทั่วไปแล้วคู่เงินเหล่านี้จะไม่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นหนึ่งในสกุลเงิน มีสภาพคล่องดีแต่ต่ำกว่าคู่สกุลเงินหลัก และมีค่า Spread ที่กว้างกว่าเล็กน้อย
ตัวอย่างคู่สกุลเงินรอง:
- EUR/GBP (ยูโร/ปอนด์สเตอร์ลิง)
- EUR/AUD (ยูโร/ดอลลาร์ออสเตรเลีย)
- GBP/JPY (ปอนด์สเตอร์ลิง/เยน)
- EUR/JPY (ยูโร/เยน)
- AUD/JPY (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/เยน)
คู่สกุลเงินเอ็กโซติก คือคู่สกุลเงินที่มีสกุลเงินหนึ่งเป็นสกุลเงินของประเทศที่มีเศรษฐกิจน้อยกว่า หรือเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) คู่เงินเหล่านี้มีสภาพคล่องต่ำกว่าคู่เงินหลักและรองมาก มีค่า Spread ที่กว้าง และมีความผันผวนสูง ทำให้มีความเสี่ยงมากกว่า แต่ก็มีโอกาสทำกำไรได้สูงเช่นกัน
ตัวอย่างคู่สกุลเงินเอ็กโซติก:
- USD/TRY (ดอลลาร์สหรัฐ/ลีราตุรกี)
- EUR/TRY (ยูโร/ลีราตุรกี)
- USD/SGD (ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์สิงคโปร์)
- EUR/SGD (ยูโร/ดอลลาร์สิงคโปร์)
- USD/ZAR (ดอลลาร์สหรัฐ/แรนด์แอฟริกาใต้)
ความถี่และปริมาณการซื้อขายของแต่ละคู่สกุลเงินอาจแตกต่างกันไป คู่สกุลเงินหลักมีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดและมีสภาพคล่องสูงสุด ในขณะที่คู่สกุลเงินเอ็กโซติกมีปริมาณการซื้อขายน้อยกว่าและมีสภาพคล่องต่ำกว่า การเลือกคู่สกุลเงินที่เหมาะสมสำหรับการเทรดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ระดับประสบการณ์ และสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน
ปริมาณการซื้อขายในตลาด Forex เป็นตัวบ่งชี้สำคัญของสภาพคล่อง ยิ่งมีปริมาณการซื้อขายมากเท่าไหร่ ตลาดก็จะมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนเงินมากขึ้นเท่านั้น ปริมาณการซื้อขายที่สูงหมายความว่ามีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากในตลาด ทำให้การจับคู่คำสั่งซื้อขายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วงเวลาที่ตลาดหลักๆ เปิดพร้อมกันมักจะมีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด ส่งผลให้สภาพคล่องดีที่สุดในช่วงเวลานั้น
สภาพคล่องมักเกี่ยวข้องกับความเสถียรของราคา เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง ราคาจะมีความเสถียรมากขึ้นและเคลื่อนไหวอย่างราบรื่น ราคาที่มีความเสถียรจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้เทรดและนักลงทุน ทำให้พวกเขากล้าเข้าทำธุรกรรมมากขึ้น ในทางกลับกัน หากราคาผันผวนอย่างรุนแรงโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน อาจบ่งบอกถึงสภาพคล่องที่ลดลงหรือความไม่แน่นอนในตลาด
ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารทางเศรษฐกิจและการเงินมีผลต่อสภาพคล่องอย่างมาก ข้อมูลที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเชื่อถือได้สามารถสร้างการเคลื่อนไหวในตลาดและดึงดูดผู้เข้าร่วมตลาดมากขึ้น ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ทันทีและมีการซื้อขายเพิ่มขึ้น
ความนิยมของคู่สกุลเงินมีผลโดยตรงต่อสภาพคล่องของตลาด คู่สกุลเงินที่มีความนิยมสูง เช่น EUR/USD, USD/JPY มักมีสภาพคล่องที่ดีกว่าคู่สกุลเงินที่ไม่ค่อยมีคนซื้อขาย เนื่องจากมีผู้เทรดจำนวนมากให้ความสนใจและทำการซื้อขายคู่เงินเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ส่งผลให้มีการเคลื่อนไหวของเงินทุนและปริมาณการซื้อขายที่สูง
สภาพคล่องมักมีการเปลี่ยนแปลงตลอดวัน โดยจะมีการเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่มีการซื้อขายมากที่สุด ซึ่งจะเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาที่ตลาดใหญ่ๆ เปิดทับซ้อนกัน โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน ซึ่งมักจะมีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในแต่ละวัน ในทางกลับกัน ช่วงเวลาที่ตลาดเงียบหรือช่วงสุดสัปดาห์ สภาพคล่องจะลดลง
สภาพคล่องมักถูกกระตุ้นจากข่าวสารทางเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญ เช่น ข้อมูลการเศรษฐกิจ (GDP, ตัวเลขการจ้างงาน, อัตราเงินเฟ้อ) การประกาศนโยบายจากธนาคารกลาง โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย หรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ เหตุการณ์เหล่านี้อาจมีผลต่อสภาพคล่องในตลาด Forex อย่างมาก ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างกะทันหัน
Liquidity หรือสภาพคล่องในตลาด Forex เป็นปัจจัยสำคัญที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเข้าใจและให้ความสำคัญ การที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงช่วยให้การซื้อขายเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีต้นทุนที่ต่ำ และมีความเสี่ยงที่ลดลง การเลือกคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องดี เช่น Major Pairs และการเทรดในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการเทรด Forex
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ