Liquidity คืออะไร สำคัญยังไงกับนักเทรด Forex
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

Liquidity คืออะไร สำคัญยังไงกับนักเทรด Forex

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-16

สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาด Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หมายถึง ความสามารถในการซื้อและขายสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currencies) ได้อย่างรวดเร็วและมีปริมาณการซื้อขายที่สูง โดยไม่ทำให้ราคาในตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง หมายความว่าเทรดเดอร์สามารถซื้อหรือขายคู่สกุลเงินได้ทันทีตามราคาที่ต้องการ โดยไม่ต้องรอนานหรือประสบปัญหาในการหาคู่ค้า


ตลาด Forex ป็นตลาดที่มี Liquidity สูงที่สุดในโลก เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมาก ทั้งธนาคารกลาง สถาบันการเงิน กองทุน บริษัทข้ามชาติ และนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก การที่ตลาดเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ยิ่งทำให้มีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เทรดเดอร์สามารถเข้าหรือออกจากสถานะการซื้อขายได้อย่างอิสระและสะดวกตลอดเวลา


สภาพคล่องในตลาดฟอเร็กซ์ประกอบไปด้วยการเข้า-ออกของผู้เทรดและนักลงทุนที่มีความสนใจในการซื้อขายสกุลเงินต่างๆ ยิ่งมีผู้เข้าร่วมตลาดมากเท่าไหร่ สภาพคล่องก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง คำสั่งซื้อและขายมักจะถูกดำเนินการอย่างรวดเร็วและทันทีตามราคาที่คาดหวัง ทำให้การเทรดมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาที่ไม่คาดคิด


ความสำคัญของสภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาด Forex

Finance Trade Night City Wallpaper Jan 11 2026.jpg


การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพคล่องของตลาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ เพราะจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับตลาดฟอเร็กซ์ Liquidity มีความสำคัญในหลายประการดังนี้


การทำธุรกรรมที่รวดเร็วและง่ายดาย

สภาพคล่องของตลาดที่ดีทำให้นักลงทุนสามารถทำธุรกรรมได้ง่ายและรวดเร็ว ยิ่งตลาดมีสภาพคล่องมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงในการไม่สามารถปิดสถานะได้ก็จะยิ่งน้อยลง เนื่องจากมีผู้พร้อมซื้อหรือขายอยู่เสมอ การมีผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมากยังช่วยให้การดำเนินการซื้อขายมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้เทรดเดอร์มีทางเลือกในการทำธุรกรรมที่เหมาะสมกับกลยุทธ์ของตนเอง


ต้นทุนการซื้อขายที่ต่ำลง (Spread ที่แคบ)

สภาพคล่องของตลาดมักจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่า Spread (ผลต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย) ที่แคบลง เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง ค่า Spread จะต่ำ ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมลดลง นักลงทุนสามารถซื้อในราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดมากขึ้น และขายได้ในราคาที่ดีกว่า ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ที่ทำการซื้อขายบ่อยครั้งหรือใช้กลยุทธ์ Scalping


การเข้าออกตลาดได้อย่างอิสระ

สภาพคล่องทำให้มีปริมาณการซื้อขายมาก ซึ่งสนับสนุนการเข้าและออกจากตลาดได้โดยไม่มีปัญหา นักลงทุนสามารถทำธุรกรรมในทิศทางที่ต้องการได้ตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดสถานะใหม่หรือปิดสถานะที่มีอยู่ ความยืดหยุ่นนี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที


รองรับการซื้อขายขนาดใหญ่

สภาพคล่องที่ดีทำให้มีความสามารถในการทำธุรกรรมในขนาดใหญ่ได้โดยไม่ส่งผลกระทบมากต่อราคาหรือความสามารถในการทำธุรกรรม สถาบันการเงินขนาดใหญ่ กองทุนต่างๆ และนักลงทุนสถาบัน สามารถทำการซื้อขายในปริมาณมหาศาลได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ราคาตลาดเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ นี่เป็นข้อได้เปรียบสำคัญของตลาดฟอเร็กซ์เมื่อเทียบกับตลาดการเงินอื่นๆ


การจัดการความเสี่ยงที่ดีขึ้น

สภาพคล่องของตลาดที่ดีทำให้นักลงทุนสามารถทำกำไรหรือตัดขาดทุนได้โดยไม่มีความยุ่งยากมากนัก เมื่อต้องการปิดสถานะเพื่อลดความเสี่ยง เทรดเดอร์สามารถทำได้ทันทีตามราคาที่ต้องการ ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีผู้ซื้อหรือผู้ขายในตลาด สิ่งนี้ช่วยให้การจัดการพอร์ตการลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในตลาด


สภาพคล่องในตลาด Forex บ่งบอกถึงสองปัจจัยหลัก

Candle Chart Study Jan 8 2026 (1).jpeg


เมื่อพูดถึง Liquidity ในตลาด Forex เราจะพบว่ามีสองปัจจัยหลักที่บ่งบอกถึงสภาพคล่องของตลาด ซึ่งเทรดเดอร์ควรให้ความสำคัญและเข้าใจอย่างถ่องแท้


1. ความสามารถในการซื้อขายที่รวดเร็วและสะดวก

ปัจจัยแรกคือความสามารถในการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currencies) ในตลาดนี้โดยมีความสะดวกและรวดเร็ว นั่นหมายความว่าสภาพคล่องที่ดีจะทำให้เทรดเดอร์สามารถดำเนินการซื้อขายได้ทันทีที่ต้องการ โดยไม่ต้องรอคอยหรือประสบปัญหาในการหาคู่สัญญาในการซื้อขาย ตลาดที่มีสภาพคล่องสูงจะมีผู้ซื้อและผู้ขายอยู่เสมอ ทำให้การทำธุรกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น


2. ความเสถียรของราคา

ปัจจัยที่สองคือสภาพคล่องมักเกี่ยวข้องกับความเสถียรของราคาของคู่สกุลเงินต่างประเทศ เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง ราคาจะมีความเสถียรมากขึ้นและไม่ผันผวนอย่างรุนแรง ราคาที่มีความเสถียรจะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกรรมและสร้างความมั่นใจให้กับผู้เทรดและนักลงทุน ทำให้สามารถวางแผนกลยุทธ์การเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เช่น ข่าวสารทางเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้สภาพคล่องลดลงชั่วคราวและทำให้ราคาผันผวนมากขึ้น


ช่วงเวลาที่ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูง

สภาพคล่องในตลาดฟอเร็กซ์จะอยู่ในระดับสูงในช่วงเวลาที่มีกิจกรรมการซื้อขายมากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหลักๆ ทั่วโลกเปิดทำการพร้อมกัน โดยตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสามโซนหลักๆ คือ โซนเอเชีย โซนยุโรป และโซนอเมริกา แต่ละโซนมีช่วงเวลาที่เปิด-ปิดที่ต่างกัน ซึ่งสร้างความคล่องในตลาดฟอเร็กซ์ตลอดเวลา


ช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดคือช่วงที่ตลาดสองโซนเปิดทับซ้อนกัน โดยเฉพาะ ช่วงที่ตลาดยุโรปและตลาดอเมริกาเปิดพร้อมกัน  ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในแต่ละวัน นอกจากนี้ การประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญยังมีผลต่อสภาพคล่องเป็นอย่างมาก เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ข้อมูล GDP หรือตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งจะทำให้มีการเคลื่อนไหวของตลาดและการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก


ผลกระทบของสภาพคล่องต่อราคาและค่า Spread

Investing in Stocks and Cryptocurrency.jpeg


สภาพคล่องในตลาด Forex มีผลโดยตรงต่อราคาของคู่เงินและค่า Spread ที่เทรดเดอร์ต้องจ่าย หากตลาดมี Liquidity ที่ดี จะช่วยให้ราคามีความเสถียรและไม่มีการผันผวนมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงราคาจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของตลาด


อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุการณ์ที่ส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่มั่นใจเกี่ยวกับตลาด เช่นข่าวสารทางเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด เหตุการณ์ทางการเมืองที่รุนแรง หรือวิกฤตการเงิน จะส่งผลให้สภาพคล่องอาจลดลงอย่างรวดเร็ว และทำให้ราคาผันผวนมากขึ้น ในช่วงเวลาเหล่านี้ ค่า Spread อาจกว้างขึ้นและการทำธุรกรรมอาจมีความยากลำบากมากขึ้น


นอกจากนี้ สกุลเงินที่มีสภาพคล่องดีจะส่งผลให้ ค่า Spread แคบลง โดย Spread คือค่าธรรมเนียมหรือต้นทุนที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์ในการเข้าทำการซื้อขายคู่เงินนั้นๆ คู่สกุลเงินหลัก (Major Pairs) มักมีค่า Spread ที่แคบที่สุด เนื่องจากมีสภาพคล่องสูง ในขณะที่คู่สกุลเงินเอ็กโซติก (Exotic Pairs) จะมีค่า Spread ที่กว้างกว่า เนื่องจากมีสภาพคล่องต่ำกว่า


ประเภทของคู่ฟอเร็กซ์ (Forex Pairs) ตามสภาพคล่อง

คู่ฟอเร็กซ์แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามความถี่และปริมาณการซื้อขาย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อ สภาพคล่อง ของแต่ละคู่เงิน การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละประเภทจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเลือกคู่เงินที่เหมาะสมกับกลยุทธ์และระดับความเสี่ยงของตนเองได้


1. Major Pairs (คู่สกุลเงินหลัก)


คู่สกุลเงินหลักคือคู่สกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดในตลาด Forex และมีสภาพคล่องสูงที่สุด 


คู่สกุลเงินหลักที่สำคัญได้แก่:


-   EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ) คู่เงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก


-   USD/JPY (ดอลลาร์สหรัฐ/เยน) คู่เงินยอดนิยมในภูมิภาคเอเชีย


-   GBP/USD (ปอนด์สเตอร์ลิง/ดอลลาร์สหรัฐ) เรียกอีกชื่อว่า "Cable"


-   USD/CHF (ดอลลาร์สหรัฐ/ฟรังก์สวิส) เรียกว่า "Swissie"


-   AUD/USD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ดอลลาร์สหรัฐ) เรียกว่า "Aussie"


-   USD/CAD (ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์แคนาดา) เรียกว่า "Loonie"


-   NZD/USD (ดอลลาร์นิวซีแลนด์/ดอลลาร์สหรัฐ) เรียกว่า "Kiwi"


2. Minor Pairs (คู่สกุลเงินรอง)

คู่สกุลเงินรอง  คือคู่สกุลเงินที่ไม่ใช่คู่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีความนิยมและมีปริมาณการซื้อขายสูงพอสมควร โดยทั่วไปแล้วคู่เงินเหล่านี้จะไม่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นหนึ่งในสกุลเงิน มีสภาพคล่องดีแต่ต่ำกว่าคู่สกุลเงินหลัก และมีค่า Spread ที่กว้างกว่าเล็กน้อย


ตัวอย่างคู่สกุลเงินรอง:


-   EUR/GBP (ยูโร/ปอนด์สเตอร์ลิง)


-   EUR/AUD (ยูโร/ดอลลาร์ออสเตรเลีย)


-   GBP/JPY (ปอนด์สเตอร์ลิง/เยน)


-   EUR/JPY (ยูโร/เยน)


-   AUD/JPY (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/เยน)


3. Exotic Pairs (คู่สกุลเงินเอ็กโซติก)

คู่สกุลเงินเอ็กโซติก คือคู่สกุลเงินที่มีสกุลเงินหนึ่งเป็นสกุลเงินของประเทศที่มีเศรษฐกิจน้อยกว่า หรือเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) คู่เงินเหล่านี้มีสภาพคล่องต่ำกว่าคู่เงินหลักและรองมาก มีค่า Spread ที่กว้าง และมีความผันผวนสูง ทำให้มีความเสี่ยงมากกว่า แต่ก็มีโอกาสทำกำไรได้สูงเช่นกัน


ตัวอย่างคู่สกุลเงินเอ็กโซติก:


-   USD/TRY (ดอลลาร์สหรัฐ/ลีราตุรกี)


-   EUR/TRY  (ยูโร/ลีราตุรกี)


-   USD/SGD  (ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์สิงคโปร์)


-   EUR/SGD  (ยูโร/ดอลลาร์สิงคโปร์)


-   USD/ZAR (ดอลลาร์สหรัฐ/แรนด์แอฟริกาใต้)


ความถี่และปริมาณการซื้อขายของแต่ละคู่สกุลเงินอาจแตกต่างกันไป คู่สกุลเงินหลักมีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดและมีสภาพคล่องสูงสุด ในขณะที่คู่สกุลเงินเอ็กโซติกมีปริมาณการซื้อขายน้อยกว่าและมีสภาพคล่องต่ำกว่า การเลือกคู่สกุลเงินที่เหมาะสมสำหรับการเทรดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ระดับประสบการณ์ และสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสภาพคล่องในตลาด Forex

1. ปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume)

ปริมาณการซื้อขายในตลาด Forex เป็นตัวบ่งชี้สำคัญของสภาพคล่อง ยิ่งมีปริมาณการซื้อขายมากเท่าไหร่ ตลาดก็จะมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนเงินมากขึ้นเท่านั้น ปริมาณการซื้อขายที่สูงหมายความว่ามีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากในตลาด ทำให้การจับคู่คำสั่งซื้อขายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วงเวลาที่ตลาดหลักๆ เปิดพร้อมกันมักจะมีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด ส่งผลให้สภาพคล่องดีที่สุดในช่วงเวลานั้น


2. ความเสถียรของราคา (Price Stability)

สภาพคล่องมักเกี่ยวข้องกับความเสถียรของราคา เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง ราคาจะมีความเสถียรมากขึ้นและเคลื่อนไหวอย่างราบรื่น ราคาที่มีความเสถียรจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้เทรดและนักลงทุน ทำให้พวกเขากล้าเข้าทำธุรกรรมมากขึ้น ในทางกลับกัน หากราคาผันผวนอย่างรุนแรงโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน อาจบ่งบอกถึงสภาพคล่องที่ลดลงหรือความไม่แน่นอนในตลาด


3. การเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารทางเศรษฐกิจ

ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารทางเศรษฐกิจและการเงินมีผลต่อสภาพคล่องอย่างมาก ข้อมูลที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเชื่อถือได้สามารถสร้างการเคลื่อนไหวในตลาดและดึงดูดผู้เข้าร่วมตลาดมากขึ้น ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ทันทีและมีการซื้อขายเพิ่มขึ้น


4. ความนิยมของคู่สกุลเงิน (Currency Pair Popularity)

ความนิยมของคู่สกุลเงินมีผลโดยตรงต่อสภาพคล่องของตลาด คู่สกุลเงินที่มีความนิยมสูง เช่น EUR/USD, USD/JPY มักมีสภาพคล่องที่ดีกว่าคู่สกุลเงินที่ไม่ค่อยมีคนซื้อขาย เนื่องจากมีผู้เทรดจำนวนมากให้ความสนใจและทำการซื้อขายคู่เงินเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ส่งผลให้มีการเคลื่อนไหวของเงินทุนและปริมาณการซื้อขายที่สูง


5. ช่วงเวลาการซื้อขาย (Trading Hours)

สภาพคล่องมักมีการเปลี่ยนแปลงตลอดวัน โดยจะมีการเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่มีการซื้อขายมากที่สุด ซึ่งจะเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาที่ตลาดใหญ่ๆ เปิดทับซ้อนกัน โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน ซึ่งมักจะมีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในแต่ละวัน ในทางกลับกัน ช่วงเวลาที่ตลาดเงียบหรือช่วงสุดสัปดาห์ สภาพคล่องจะลดลง


6. ข่าวสารทางเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญ

สภาพคล่องมักถูกกระตุ้นจากข่าวสารทางเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญ เช่น ข้อมูลการเศรษฐกิจ (GDP, ตัวเลขการจ้างงาน, อัตราเงินเฟ้อ) การประกาศนโยบายจากธนาคารกลาง โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย หรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ เหตุการณ์เหล่านี้อาจมีผลต่อสภาพคล่องในตลาด Forex อย่างมาก ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างกะทันหัน


สรุป

Liquidity หรือสภาพคล่องในตลาด Forex เป็นปัจจัยสำคัญที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเข้าใจและให้ความสำคัญ การที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงช่วยให้การซื้อขายเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีต้นทุนที่ต่ำ และมีความเสี่ยงที่ลดลง การเลือกคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องดี เช่น Major Pairs และการเทรดในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการเทรด Forex


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
FOREX คืออะไร? เข้าใจง่ายแบบมือใหม่: คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026
Slippage Forex คืออะไร? ปัญหาที่เลี่ยงไม่ได้ แต่จัดการได้ถ้าเลือกโบรกเกอร์ที่ใช่
สรุปครบจบในที่เดียว: สกุลเงิน GBP คืออะไรและใช้อย่างไร
แนวรับและแนวต้าน: กุญแจสำคัญสู่การเทรดอย่างมั่นใจ
เริ่มต้นการเทรด AUDUSD ปี 2026: คู่มือฉบับเข้าใจง่ายสำหรับมือใหม่