เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-25

ถ้าพูดถึงอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรในไทย ชื่อที่หลายคนคุ้นหูแน่นอนคือ "เบทาโกร" ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไก่ ไข่ไก่ หรือแม้แต่อาหารสัตว์เลี้ยง ล้วนมีสินค้าภายใต้ร่มของบริษัทนี้แทบทั้งสิ้น
แต่ในฐานะนักลงทุน การรู้จักแบรนด์อย่างเดียวยังไม่พอ บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จัก BTG หุ้น อย่างละเอียด ตั้งแต่โครงสร้างธุรกิจ สินค้า รายได้ กำไร ไปจนถึงตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญ เพื่อให้คุณประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล
บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักในชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า BTG เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจ เกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร (Integrated Agro-Industrial and Food Business) รายใหญ่ของประเทศไทย
สิ่งที่ทำให้ BTG แตกต่างจากบริษัทอาหารทั่วไปคือ การควบคุมห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการผลิตอาหารสัตว์, การเลี้ยงสัตว์, การแปรรูป, ไปจนถึงการส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค
1. อาหารสัตว์ (Animal Feed) ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ภายใต้แบรนด์ Betagro, Balance และ MASTER ครอบคลุมทั้งอาหารสุกร ไก่ และสัตว์น้ำ
2. ปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (Livestock and Animal Products) ครอบคลุมทั้งสุกร สัตว์ปีก และไข่ไก่ โดยจำหน่ายทั้งในรูปแบบสดและแปรรูป ภายใต้แบรนด์ Betagro และ S-Pure ที่ผู้บริโภคในไทยรู้จักดี รวมถึงแบรนด์ ITOHAM สำหรับผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเกรดพรีเมียม
3. เวชภัณฑ์และสารเสริมสำหรับสัตว์ (Veterinary Products) จำหน่ายยาสัตว์และผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพสัตว์ภายใต้แบรนด์ Better Pharma และ Nexgen ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่มีอัตรากำไรดีกว่าสินค้าทั่วไป
4. อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่กำลังเติบโตเร็ว ภายใต้แบรนด์ Perfecta, DOG n joy และ CAT n joy ซึ่งตอบรับกับเทรนด์ Pet Economy ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไทยและอาเซียน
BTG เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 โดยมีรายละเอียด IPO ดังนี้
ราคา IPO: 40 บาทต่อหุ้น
จำนวนหุ้นที่เสนอขาย: ไม่เกิน 500 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO
มูลค่าพาร์ (Par Value): 5.00 บาทต่อหุ้น
มูลค่าทางบัญชี (Book Value): 12.64 บาทต่อหุ้น (ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 65)
จำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO: 2,000 ล้านหุ้น (กรณีมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)
ที่ปรึกษาทางการเงิน: บล.เกียรตินาคินภัทร และ บล.บัวหลวง
เมื่อตอน IPO ราคา 40 บาทนั้น BTG มีค่า P/E (Price-to-Earnings Ratio หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไร) ประมาณ 21.2 - 21.9 เท่า ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่ใช้คำนวณ
เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ณ ช่วงเวลานั้น พบว่า
จากตารางนี้จะเห็นว่า ราคา IPO ของ BTG ถูกตั้งให้มี P/E ต่ำกว่าคู่แข่งทุกราย ซึ่งในเชิงทฤษฎีแล้วถือว่ามีส่วนลด (Discount) ให้กับนักลงทุนอยู่ระดับหนึ่ง
สิ่งที่น่าสังเกตคือในปี 2564 กำไรสุทธิลดลงอย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะตลาดโลก แต่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ตัวเลขกำไรฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของบริษัท
ฐานะทางการเงิน (ณ สิ้น มิ.ย. 2565)
สินทรัพย์รวม: 58,149.5 ล้านบาท
หนี้สินรวม: 39,390.6 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น: 18,758.9 ล้านบาท
D/E Ratio (อัตราหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น): 2.10 เท่า
ROA (อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์): 13.47%
ROE (อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น): 44.23%
ค่า D/E ที่ 2.10 เท่านับว่าค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมที่ต้องลงทุนในสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ROE ที่สูงถึง 44.23% แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินทุนของผู้ถือหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
BTG มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิ (จากงบการเงินเฉพาะกิจการ) หลังหักภาษีและเงินสำรองตามกฎหมายแล้ว ซึ่งถือเป็นนโยบายปันผลที่ชัดเจนและน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
หลัง IPO บริษัท เบทาโกร โฮลดิ้ง จำกัด ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดด้วยสัดส่วน 36.2% ซึ่งถือว่าผู้ก่อตั้งยังคงรักษาอำนาจในการบริหารงานเอาไว้อย่างชัดเจน ขณะที่ส่วนที่เหลือกระจายไปยังนักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั้งในและต่างประเทศ
BTG วางแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุน IPO ไปใช้ในการ ซื้อและก่อสร้างฟาร์มและโรงงานแห่งใหม่ เพื่อขยายกำลังการผลิตรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้งในแง่ของตลาดในประเทศและการส่งออก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าบริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตอยู่เบื้องหน้า ไม่ใช่แค่การนำเงินไปชำระหนี้
คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่มีปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ดังนี้
จุดแข็งที่น่าสนใจ ธุรกิจแบบครบวงจรช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของซัพพลายเออร์ภายนอก บริษัทมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักในทุกกลุ่มลูกค้า ทั้งยังมี P/E ตอน IPO ที่ต่ำกว่าคู่แข่ง และ ROE ที่สูงกว่า 40%
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ธุรกิจปศุสัตว์มีความเสี่ยงจากโรคระบาดในสัตว์ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผันผวนตามราคาตลาดโลก รวมถึงระดับ D/E ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งหากดอกเบี้ยปรับขึ้นอาจกดดันกำไรได้
ความเข้าใจผิดที่ 1: BTG เป็นแค่บริษัทขายเนื้อหมู ในความเป็นจริง BTG มีธุรกิจหลายเซกเมนต์ตั้งแต่อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สัตว์ ไปจนถึงอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งแต่ละส่วนมีพลวัตและอัตรากำไรแตกต่างกัน
ความเข้าใจผิดที่ 2: P/E ต่ำหมายความว่าหุ้นถูกเสมอ P/E ต้องดูควบคู่กับแนวโน้มการเติบโตของกำไร (Growth) คุณภาพธุรกิจ และเปรียบเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ใช่ตัวเลขสัมบูรณ์
ความเข้าใจผิดที่ 3: D/E สูงคือสัญญาณอันตรายเสมอ สำหรับธุรกิจที่ต้องการสินทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างโรงงานและฟาร์ม การมี D/E ที่สูงกว่า 1 เท่าถือเป็นเรื่องปกติ ประเด็นสำคัญคือบริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดพอชำระหนี้ได้สม่ำเสมอหรือไม่
BTG หุ้น เบทาโกร เป็นตัวแทนของธุรกิจที่มีรากฐานแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมที่คนทุกคนต้องการตลอดชีวิต นั่นคือ "อาหาร" การที่บริษัทควบคุมห่วงโซ่การผลิตแบบครบวงจร ประกอบกับพอร์ตแบรนด์ที่หลากหลายและนโยบายปันผลที่ชัดเจน ทำให้ BTG เป็นตัวเลือกที่นักลงทุนระยะกลางถึงยาวควรนำไปศึกษาอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกครั้งมีความเสี่ยง และข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการทำการบ้านเท่านั้น ขั้นตอนต่อไปคือการศึกษารายงานประจำปี (56-1 One Report) ของ BTG อย่างละเอียด และติดตามผลประกอบการรายไตรมาสอย่างสม่ำเสมอ
BTG อยู่ในหมวดหมู่ "อาหารและเครื่องดื่ม" ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ไปจนถึงอาหารสัตว์เลี้ยง
ราคา IPO อยู่ที่ 40 บาทต่อหุ้น โดยมีค่า P/E ประมาณ 21.2 ถึง 21.9 เท่า ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่นำมาคำนวณ ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง CPF, TFG และ GFPT
BTG มีนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิในแต่ละปี หลังหักภาษีและเงินสำรองตามกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินปันผลที่แท้จริงขึ้นอยู่กับผลประกอบการในแต่ละปี
ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุน ระยะเวลา และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล นักลงทุนควรศึกษาผลประกอบการล่าสุด รายงาน 56-1 และปัจจัยเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ