เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-21

ในโลกของการเงินที่หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ราคาทองคำ และ ค่าเงินบาท เปรียบเสมือนฟันเฟืองสองตัวที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกันอย่างแยกไม่ออก เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกขยับเขยื้อนเพียงเล็กน้อย แรงสั่นเสทือนนั้นมักส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงค่าเงินบาทอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นกระแสที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยต้องคอยเฝ้าระวัง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความผันผวนที่ดูเหมือนจะเป็นความเสี่ยง กลับมี “โอกาส” ซ่อนตัวอยู่เสมอสำหรับผู้ที่มองเห็นจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรในสินทรัพย์ปลอดภัย หรือการบริหารความเสี่ยงในภาคธุรกิจ
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างนี้ พร้อมกางแผนที่วิเคราะห์ภาพรวม ตลาดดอกเบี้ยและพันธบัตร ทั้งในไทยและสหรัฐฯ เพื่อให้คุณเท่าทันสถานการณ์และพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินโลก

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกที่เราได้เห็น ราคาทองคำ ทะยานขึ้นทุบสถิติ All-Time High ก่อนจะทิ้งตัวลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนกระดานเทรด แต่คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนโดยตรงต่อ ค่าเงินบาท และตลาดการเงินไทยตลอดทั้งปี
กลไกที่น่าสนใจซ่อนอยู่ใน "การนำเข้าและส่งออกทองคำ" ซึ่งเปรียบเสมือนต้นทางอุปสงค์และอุปทานที่กำหนดทิศทางเงินดอลลาร์กับเงินบาท โดยสถิติส่วนใหญ่มักเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ "เมื่อทองคำพุ่งทะยาน บาทมักแข็งค่า" ดังเช่นเหตุการณ์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่การส่งออกทองคำปริมาณมหาศาลฉุดให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 31.66 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้อาจไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป ในบางช่วงเวลาที่เราเห็นราคาทองคำวิ่งแรงสู่ระดับ 4,400 ดอลลาร์ แต่เงินบาทกลับอ่อนค่าสวนทางอย่างน่าประหลาดใจ เบื้องหลังความซับซ้อนนี้อาจเกิดจากปริมาณสินค้าคงคลัง (Inventory) ในประเทศที่ลดน้อยลง จนบีบให้ต้องมีการซื้อคืนเพื่อเติมพอร์ต
จากข้อมูลเชิงสถิติโดย SCB ยืนยันชัดเจนว่า ทองคำและค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์ (Correlation) กันสูงถึง 80% โดยมีสูตรลับที่นักลงทุนต้องจำให้แม่นคือ "ทองขึ้น-บาทแข็ง ทองลง-บาทอ่อน" บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าภายใต้ตัวเลขเหล่านี้ มีโอกาสและความเสี่ยงอะไรบ้างที่กำลังรอเราอยู่
ในโลกของการลงทุนไทย ไม่มีสินทรัพย์ใดที่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งและซับซ้อนเท่ากับ ‘ทองคำ’ และ ‘ค่าเงินบาท’ อีกแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเวลาทองโลกขึ้น ทองไทยถึงขยับตาม หรือทำไมการขายทองของคนไทยถึงส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้
ราคาทองคำที่คุณเห็นในร้านทองบ้านเรา ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นลอยๆ แต่มีสูตรคำนวณที่มี ค่าเงินบาท เป็นตัวแปรสำคัญ ดังนี้
(ราคาทองคำโลก (Gold Spot) x อัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์) + ค่าพรีเมียมทองคำ = ราคาทองไทย
นั่นหมายความว่า หากดอลลาร์อ่อนค่าลงจนราคาทองโลกพุ่งสูงขึ้น ราคาทองในไทยก็จะถูกดีดตัวให้สูงขึ้นตามกลไกตลาดและการเก็งกำไรทันที
สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น คือ "พฤติกรรมของนักลงทุนไทย" ที่ชื่นชอบการสะสมทองคำ เมื่อราคาทองคำโลกพุ่งสูงขึ้นจนทำให้ทองไทยแพงเป็นประวัติการณ์ คนไทยจำนวนมากจะนำทองออกมา "ขายทำกำไร"
เมื่อมีการขายทองคำมหาศาล เงินดอลลาร์จากการขายจะไหลกลับเข้าสู่ประเทศ และต้องถูกแลกกลับเป็นเงินบาท ปริมาณความต้องการเงินบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น จนบางครั้งอาจแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น
ในปัจจุบัน ค่าเงินบาทไทยมีความเปราะบางและเคลื่อนไหวตามราคาทองคำมากขึ้นเรื่อยๆ ความผันผวนของตลาดโลกเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็นคลื่นยักษ์ในตลาดการเงินไทยได้เสมอ เนื่องจากการผสมผสานระหว่าง:
ปัจจัยโลก: ค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำ Gold Spot
ปัจจัยในประเทศ: แรงซื้อขายทองคำในพอร์ตของนักลงทุนไทย

ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไป คำถามที่ว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงมีอำนาจอยู่หรือไม่ นั่น กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม เมื่อกระแส De-dollarization หรือการลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเกือบหนึ่งทศวรรษ
หากกางสถิติของธนาคารกลางทั่วโลกตั้งแตปี 2015 เป็นต้นมา เราจะพบร่องรอยของการกระจายความเสี่ยงที่ชัดเจน สัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์ค่อยๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อเปิดทางให้สกุลเงินทางเลือกอื่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คำถามสำคัญคือ... ในวันที่ดอลลาร์เริ่มถูกลดทอนความสำคัญลง มีใครพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาแทนที่แล้วหรือยัง
ภาพสะท้อนที่น่าสนใจว่า แม้แรงกดดันระยะสั้นในปีนี้จะมาจาก “วัฏจักรเศรษฐกิจ” ที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯ (Fed) ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว จนเริ่มเห็นสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง แต่ปรากฏการณ์ดอลลาร์อ่อนค่าที่เห็นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ Long-Term Effect เท่านั้น

จากการวิเคราะห์โดย SCB ภาพรวมนโยบายการเงินไทยยังคงเดินหน้าตามแผน โดยคาดการณ์ว่าจะมีการ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง (สิ้นปีนี้และต้นปีหน้า) ซึ่งจะฉุดให้ดอกเบี้ยระยะสั้นจาก 1.55% มีโอกาสลงไปแตะระดับ 1% ได้ในปีหน้า
ในขณะที่ พันธบัตรระยะยาว กลับให้ภาพที่ต่างออกไป เนื่องจากตลาดได้ตอบรับ (Price In) ข่าวดีไปค่อนข้างมากแล้ว ประกอบกับปัจจัยกดดันด้านความน่าเชื่อถือและแรงซื้อจากสถาบันที่แผ่วลง ทำให้บอนด์ยีลด์ตัวยาวอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มจะทรงตัวในลักษณะ "ซึมตัว" ต่อไป
2. พันธบัตรสหรัฐฯ
ข้ามไปที่ฝั่งพญาอินทรี ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้หลุดระดับสำคัญที่ 4% ลงมาเรียบร้อยแล้ว เป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดขานรับนโยบายการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของ Fed หากไม่มีท่าทีที่แข็งกร้าวออกมาเซอร์ไพรส์ตลาด คาดว่ายีลด์สหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในทิศทาง "ซึมลง" ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า

ในโลกการเงินที่เต็มไปด้วยพายุความไม่แน่นอน หลายคนอาจมองว่า "ความผันผวน" คืออุปสรรคที่น่าหวั่นใจ แต่สำหรับผู้ที่มีข้อมูลและเตรียมพร้อม ดิฉันกลับมองเห็นภาพที่ต่างออกไปว่านี่คือ "หน้าต่างแห่งโอกาส" (Window of Opportunity) ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน หากเราเลือกขยับตัวให้ถูกจังหวะ
ค่าเงินบาทที่แกว่งตัวอยู่ตลอดเวลา เปรียบเสมือนดาบสองคม แต่หากคุณเข้าใจจังหวะการเคลื่อนไหว คุณจะสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการทำกำไรได้:
นาทีทองของผู้นำเข้า: ในจังหวะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น (เช่น แตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนในการซื้อสินค้าจากต่างประเทศจะลดลงทันที นี่คือโอกาสในการกักเก็บวัตถุดิบหรือนำเข้าสินค้าใหม่ๆ ในราคาที่ "ถูกลง" ซึ่งช่วยเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ให้กับธุรกิจได้อย่างมหาศาล
จังหวะรุกของผู้ส่งออก: เมื่อลมเปลี่ยนทิศและค่าเงินบาทอ่อนค่าลง (เช่น ไหลไปแตะ 33 บาทต่อดอลลาร์) รายได้จากการขายสินค้าในต่างประเทศเมื่อแลกกลับมาเป็นเงินไทยจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที ช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้นหรือรับกำไรส่วนต่างที่มากขึ้น
แม้ความผันผวนจะสร้างโอกาส แต่การปล่อยให้ธุรกิจเผชิญกับความเสี่ยงโดยไม่มีแผนสำรองคือความอันตราย การ "ป้องกันความเสี่ยง" จึงเป็นหัวใจสำคัญ:
Forward Contract: การล็อคอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า เพื่อปิดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในอนาคต ช่วยให้ธุรกิจวางแผนงบประมาณได้อย่างแม่นยำ
Natural Hedge: การจับคู่รายรับและรายจ่ายที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อลดผลกระทบจากการแกว่งตัวของค่าเงินโดยตรง
หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจและการลงทุนคือการไม่ปล่อยให้เงินในกระเป๋าหายไปกับพายุที่เราควบคุมไม่ได้ การทำ Hedging หรือการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน คือการสร้าง "กำแพง" ที่มั่นคง และสิ่งสำคัญที่ต้องพกติดตัวไว้เสมอคือ Margin of Safety หรือส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้ธุรกิจของคุณยังมีลมหายใจแม้ในวันที่ตลาดเกิดเหตุไม่คาดฝัน
2. โฟกัสธุรกิจหลัก อย่าให้ "อัตราแลกเปลี่ยน" มาขโมยกำไร
กฎเหล็กที่ผู้ประกอบการต้องจำให้ขึ้นใจคือ "อย่าขาดทุนจากสิ่งที่ไม่ใช่แก่นของธุรกิจ" หน้าที่ของคุณคือการสร้างการเติบโตจากสินค้าและบริการหลัก ส่วนเรื่องความผันผวนของค่าเงินควรใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาจัดการ เพื่อให้คุณใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการบริหารธุรกิจให้เติบโตได้อย่างเต็มที่
3. ทลายขอบเขตการลงทุนด้วย Diversification
โลกปัจจุบันกว้างใหญ่กว่าตลาดหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว ในปีที่สินทรัพย์ทั่วโลกต่างพากันทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ความแข็งแกร่งของยุโรป เสน่ห์ของญี่ปุ่น หรือแม้แต่ทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ไปทั่วทุกมุมโลกจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอดที่ช่วยสร้างโอกาสทำกำไรในทุกสภาวะเศรษฐกิจ
4. ยกระดับพอร์ตด้วยบัญชี FCD (Foreign Currency Deposit)
เทรนด์ใหม่ของนักลงทุนไทยที่ต้องรีบตามให้ทันคือการแบ่งพอร์ตไปลงทุนต่างประเทศผ่าน บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) ซึ่งเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่ช่วยให้คุณบริหารจัดการเงินหลายสกุลได้อย่างคล่องตัว ลดต้นทุนจากการแลกเปลี่ยนซ้ำซ้อน และเป็นประตูบานสำคัญที่จะพาคุณไปคว้าโอกาสการลงทุนที่หลากหลายและเปิดกว้างกว่าเดิม
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ