เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-21

เปิดศักราชปี 2026 มาเพียงไม่ถึงเดือน ราคาทอง ในตลาดโลก (Gold Spot) ก็สร้างปรากฏการณ์พุ่งทะลุ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปเรียบร้อยแล้ว โดยปรับตัวขึ้นกว่า 9% ภายในเวลาเพียง 20 วัน! ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนแรงเกินต้านทาน นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำต่างเห็นตรงกันว่าเป้าหมาย 5,000 ดอลลาร์นั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ทำให้ช่วงเวลานี้คือจังหวะสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุด
ชนวนเหตุสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเจตจำนงในการเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหญ่ โดยสหรัฐฯ ได้ยื่นคำขาดขู่บังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 10-25% ต่อ 8 ประเทศพันธมิตรในยุโรปที่คัดค้านประเด็นดังกล่าว สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้บีบให้ผู้นำยุโรปต้องเปิดประชุมวาระเร่งด่วนเพื่อรับมือกับคำขู่ที่อาจขยายผลจากการเจรจาทางการทูตไปสู่ความขัดแย้งทางทหาร
บรรยากาศความไม่แน่นอนที่ปกคลุมไปทั่วทั้งภูมิภาคนี้เองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยตัดสินใจโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่ ราคาทอง เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) เผชิญกับแรงเทขายอย่างรุนแรงจนปรับตัวร่วงลงอย่างฉับพลัน หลังตลาดเริ่มคลายความเชื่อมั่นในนโยบายดึงตัวทางการเงิน ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot เดิมที่เพียง 1 ครั้ง ปัจจัยสั่นคลอนสำคัญมาจากความเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร โดยเฉพาะประเด็นการหมดวาระของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามถึงทิศทางนโยบายในอนาคต
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังประเมินว่าเฟดอาจถูกบีบให้ต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อเป็นกลไกรับมือกับผลกระทบจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับภารกิจสำคัญในการสกัดกั้นการพุ่งสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) หากเกิดสถานการณ์ที่ประเทศในยุโรปตัดสินใจเทขายพันธบัตรเพื่อตอบโต้ความขัดแย้งทางการเมือง สภาวะสภาพคล่องที่ผันผวนและดอลลาร์ที่สูญเสียสถานะความแข็งแกร่ง จึงเป็นปัจจัยหนุนชั้นดีที่ขับเคลื่อนให้ ราคาทอง ทะยานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
กระแสการลดการพึ่งพิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-Dollarization) ยังคงเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย ยังคงเดินหน้าปรับสัดส่วนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการโยกย้ายสินทรัพย์ออกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเข้าสะสมทองคำแท่งอย่างต่อเนื่องและมหาศาล เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
พฤติกรรมการเข้าซื้อเชิงรุกของภาคธนาคารกลางนี้ สอดคล้องอย่างยิ่งกับมุมมองของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ J.P. Morgan ที่ได้ปรับประมาณการเป้าหมาย ราคาทอง ขึ้นสู่ระดับ 5,055 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ Goldman Sachs และ UBS ต่างมีมุมมองเชิงบวกในทิศทางเดียวกัน โดยให้กรอบเป้าหมายที่ระดับ 4,900 - 5,400 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าในสายตาของนักลงทุนสถาบันระดับแนวหน้า "ขาขึ้น" ของทองคำในรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการปรับฐานมูลค่าครั้งใหม่ในฐานะสินทรัพย์หลักของโลก
สำหรับนักลงทุนที่มองหาความมั่งคั่งในระยะยาว การเข้าสะสมแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) ยังคงเป็นคำแนะนำที่ยอดเยี่ยม แต่ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนและมี Gap ราคาเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การใช้เครื่องมือการลงทุนที่ยืดหยุ่นจะช่วยให้คุณได้เปรียบมากขึ้น
ที่ EBC Financial Group เราเข้าใจดีว่าทุกวินาทีในตลาดคือโอกาส เราจึงเตรียมแพลตฟอร์มที่เสถียรและเครื่องมือวิเคราะห์ที่แม่นยำ เพื่อให้คุณเข้าทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ไม่ว่า ราคาทอง จะขยับไปในทิศทางใด คุณก็สามารถจัดการพอร์ตได้อย่างมืออาชีพ
การวิเคราะห์จากกูรูทั่วโลกบ่งชี้ชัดเจนว่าแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,660 ดอลลาร์ หากคุณกำลังมองหาพันธมิตรที่ช่วยให้การลงทุนในทองคำของคุณง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น EBC พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดให้คุณตั้งแต่วันแรก
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ