2025-08-29
Kagi Chart คือกราฟราคาที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของราคาและแนวโน้ม มากกว่าจะให้ความสำคัญกับเวลา ต่างจากกราฟทั่วไปที่แสดงราคาตามช่วงเวลาคงที่ เช่น รายวันหรือรายชั่วโมง Kagi Chart จะวาดเส้นแนวตั้งที่เปลี่ยนทิศทางเมื่อราคามีการกลับตัวตามจำนวนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า วิธีการนี้ช่วยกรองความผันผวนเล็กน้อยออกไป หรือที่เรียกว่าสัญญาณรบกวน ทำให้เห็นภาพความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เส้นใน Kagi Chart จะเปลี่ยนความหนาหรือเปลี่ยนสีตามพฤติกรรมของราคา โดยทั่วไปเส้นที่หนาหรือมีสีต่างจากเดิมจะแสดงถึงโมเมนตัมขาขึ้น (ราคากำลังเพิ่มขึ้น) ในขณะที่เส้นบางหรือสีตรงข้ามบ่งชี้ถึงโมเมนตัมขาลง (ราคากำลังลดลง)
Kagi Chart ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุระดับแนวรับและแนวต้านที่สำคัญ ตลอดจนมองเห็นแรงซื้อและแรงขายได้อย่างชัดเจน โดยไม่ถูกรบกวนจากข้อมูลราคาในเชิงเวลาความชัดเจนนี้ส่งผลให้สามารถจับจังหวะในการเข้าและออกออเดอร์ได้แม่นยำมากขึ้นซึ่งเหมาะสำหรับกลยุทธ์แบบตามแนวโน้ม (Trend-Following)
เนื่องจาก Kagi Chart อิงกับการเคลื่อนไหวของราคาเพียงอย่างเดียว จึงปรับตัวได้ดีในตลาดที่มีความผันผวนสูงหรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบ และลดสัญญาณหลอกที่พบบ่อยในกราฟแท่งเทียนหรือกราฟแท่งแบบปกติ โดยสามารถประยุกต์ใช้กับตลาดต่าง ๆ เช่น หุ้น ฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิทัล
ค่าจุดกลับตัวคือหัวใจหลักของการสร้าง Kagi Chart ซึ่งเป็นการกำหนดว่าราคาต้องเปลี่ยนไปเท่าใดก่อนที่กราฟจะกลับทิศทาง การเลือกค่าที่เหมาะสมมีผลต่อความแม่นยำของกราฟ
ค่าคงที่ (Fixed Amount): เช่น $2 เหมาะสำหรับตลาดเรียบง่าย แต่ไวเกินไปในตลาดผันผวนต่ำ และช้าเกินไปในตลาดที่ผันผวนสูง
ค่าแบบไดนามิก (Dynamic Amount): เช่น 1–2% ของราคา หรือใช้ค่าความผันผวนเฉลี่ยอย่าง ATR เพื่อให้กราฟปรับตัวตามพฤติกรรมของราคา
คำแนะนำสำหรับมือใหม่: ควรตั้งค่ากลับตัวไว้ที่ประมาณ 1–2% ของราคาสินทรัพย์ หรือใช้ค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละวันเพื่อกรองสัญญาณรบกวนเล็กน้อย
สมมติว่าคุณกำลังเทรดหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐในราคา $150 โดยตั้งค่าจุดกลับตัวที่ $3
หากราคาขึ้นจาก $150 ไป $160 โดยไม่ต่ำกว่า $157 กราฟจะวาดเส้นขึ้นต่อเนื่องและเมื่อทะลุแนวต้านเดิมที่ $155 เส้นจะหนาขึ้นแสดงถึงโมเมนตัมขาขึ้น
หากต่อมาราคาลดลงถึง $157 หรือต่ำกว่า เส้นจะเปลี่ยนทิศทางและบางลง เตือนว่ากำลังเข้าสู่แรงขาย
วิธีนี้ช่วยให้มองเห็นจุดเปลี่ยนแนวโน้มได้ชัดเจนกว่าการดูราคาดิบที่เปลี่ยนทุกนาที
ประเภทกราฟ |
จุดเด่นหลัก | อิงเวลา | การใช้งานหลัก |
Kagi |
การกลับตัวของราคา แนวโน้ม | ไม่ใช้ | การระบุแนวโน้ม/การกลับตัวที่ชัดเจน |
Candlestick (แท่งเทียน) | ราคา เวลา ปริมาณ |
ใช้ | การวิเคราะห์ระยะสั้นภายในวัน |
Renko | การเคลื่อนไหวของราคาแบบ “บล็อก” | ไม่ใช้ | การติดตามแนวโน้ม การกรองสัญญาณรบกวน |
Point & Figure |
ทิศทางและขอบเขตราคา | ไม่ใช้ | กาหาจุดเบรกเอาต์ แนวรับและแนวต้าน |
Kagi Chart แตกต่างจากกราฟแท่งเทียนตรงที่ไม่สนใจช่วงเวลา แต่จะเน้นเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งช่วยลดสัญญาณหลอกจากความผันผวนในแต่ละวัน
ความหนา/สีของเส้น: เมื่อราคาทะลุจุดสูงหรือต่ำก่อนหน้า เส้นจะหนาขึ้นหรือเปลี่ยนสี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัม
แนวรับและแนวต้าน: จุดที่กราฟเปลี่ยนแนวนอนมักสัมพันธ์กับระดับราคาสำคัญ
การกลับตัว: เมื่อราคากลับตัวตามค่าที่กำหนด กราฟจะเปลี่ยนทิศทาง บ่งชี้ว่าแนวโน้มอาจเปลี่ยน
รูปแบบ Double Top/Bottom: การทดสอบจุดสูงหรือต่ำซ้ำหลายครั้งอาจเตือนถึงการสิ้นสุดแนวโน้ม
หุ้น: ใช้ราคาปิดรายวันค่ากลับตัว 1–3% จากราคาปัจจุบัน
ฟอเร็กซ์: ปรับค่ากลับตัวเป็น Pips หรือเปอร์เซ็นต์ตามคู่เงินและความผันผวน
สินค้าโภคภัณฑ์: ใช้ค่ากลับตัวที่สูงขึ้นเนื่องจากความผันผวนมาก
สกุลเงินดิจิทัล: เนื่องจากความผันผวนสูงมาก แนะนำให้ใช้ ATR หรือเปอร์เซ็นต์แบบไดนามิก
ไม่มีข้อมูลด้านเวลา: ทำให้ไม่สามารถกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการเข้า/ออกออเดอร์
ไม่มีข้อมูลปริมาณ (Volume): ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญในการวิเคราะห์
เกิดสัญญาณช้ากว่า: ยืนยันแนวโน้มหลังจากที่ราคาขยับไปไกลแล้ว
ไม่เหมาะกับเทรดความถี่สูง: ผู้ที่ต้องการดูการเปลี่ยนแปลงระดับนาทีอาจพบว่าไม่ตอบโจทย์
สมมติว่าหุ้นมีราคา $100 และคุณตั้งค่ากลับตัวไว้ที่ $3:
ราคาขึ้นจาก $100 ไป $105 โดยไม่มีการลดลงเกิน $3 → เส้น Kagi ขึ้นต่อเนื่อง
ราคาลดลงจาก $105 ไป $103 → ยังไม่กลับตัว (เพราะลดลงแค่ $2)
ราคาลดต่อไปที่ $102 → ครบ$3 →เส้นเปลี่ยนทิศทาง กลายเป็นเส้นบาง/สีแดง(ขาลง)
หากราคาขึ้นอีก $3 → เส้นจะกลับเป็นขาขึ้นอีกครั้ง
Kagi Chart จึงช่วยให้คุณมองเห็นแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่สับสนกับความเคลื่อนไหวเล็กน้อย
แผนภูมิ Kagi แสดงแนวโน้มเวลา: ในความเป็นจริง Kagi ไม่แสดงข้อมูลตามช่วงเวลา อาจทำให้ผู้เริ่มต้นสับสน
เหมาะสำหรับสไตล์การเทรดทุกรูปแบบ: Kagi เหมาะกับกลยุทธ์ตามแนวโน้ม หรือ Swing Trading ไม่เหมาะกับการ Scalping
ไม่ต้องสนใจปริมาณหรืออินดิเคเตอร์อื่น ๆ: Kagi แสดงแค่ราคา ไม่รวมปริมาณหรือโมเมนตัม ควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่น
ตั้งค่ากลับตัวผิด: หากเล็กเกินไปจะมีสัญญาณรบกวนมาก หากใหญ่เกินไปจะพลาดจุดกลับตัว ควรทดลองและปรับให้เหมาะสม
Renko Chart: กราฟที่ใช้ “บล็อก” แสดงการเคลื่อนไหวของราคาแบบไม่มีเวลา
Point & Figure: เน้นทิศทางและขนาดของราคา ใช้ดูจุด Breakout และแนวต้านแนวรับ
แนวรับแนวต้าน: ระดับราคาที่แรงซื้อหรือแรงขายมักหยุดแนวโน้มไว้
การติดตามแนวโน้ม (Trend Following): กลยุทธ์เทรดตามแนวโน้ม ซึ่ง Kagi Chart ช่วยให้เห็นแนวโน้มได้อย่างชัดเจน
เทรดเดอร์มืออาชีพนิยมใช้ Kagi Chart เพราะสามารถลดสัญญาณรบกวนในตลาด และแสดงแนวโน้มกับจุดกลับตัวได้อย่างชัดเจนโดยมักมีแนวทางการใช้งานดังนี้:
ใช้ค่ากลับตัวแบบปรับเปลี่ยนได้ (Adaptive Reversal Amount): ตั้งค่าตามความผันผวนของตลาดหรือใช้อินดิเคเตอร์อย่าง ATR เพื่อให้กราฟสอดคล้องกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ผสานกับอินดิเคเตอร์อื่น: เช่นปริมาณการซื้อขาย (Volume), ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) หรือ Oscillator เพื่อยืนยันสัญญาณซื้อ-ขาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง
วิเคราะห์หลายกรอบเวลา (Multi-Timeframe Analysis): นำ Kagi Chart มาวิเคราะห์ร่วมกันทั้งรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน เพื่อดูแนวโน้มระยะยาว
ประยุกต์ใช้ในระบบเทรดอัตโนมัติ: สัญญาณจาก Kagi Chart มีโครงสร้างที่ชัดเจนและมีรูปแบบเชิงกฎเกณฑ์ เหมาะสำหรับนำไปใช้กับกลยุทธ์อัลกอริทึมและระบบเทรดเชิงกลยุทธ์
Kagi Chart เป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยให้เทรดเดอร์กรองความผันผวนเล็กน้อยออกไป มุ่งเน้นที่แก่นของอุปสงค์และอุปทานในตลาด และช่วยให้ตัดสินใจเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ถูกรบกวนจากข้อมูลที่ไม่จำเป็น
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ