เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-26

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ในโลกของตลาดทุน เรามักมองว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ "แต้มต่อ" ทางธุรกิจ
เป็นความได้เปรียบด้านความเร็ว... ด้านการตัดสินใจ... และด้านข้อมูล
AI เคยเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่จะช่วยให้เหล่านักเทรดตอบโต้ได้ฉับไวกว่าคู่แข่ง ช่วยให้ธนาคารจัดสรรเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้บริษัทบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งในหลายมิติ AI ก็ทำได้ตามนั้นจริงๆ
ทว่า เมื่อ AI เริ่มขยับขยายจากการเป็นเพียง "โปรเจกต์ทดลอง" เข้าสู่ "หัวใจหลัก" ของการตัดสินใจทางการเงิน ปัญหาที่ลึกซึ้งกว่าเดิมก็เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้น นั่นก็คือปัญหาที่ตลาดไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป
EU AI Act คือหมุดหมายสำคัญที่บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกปฏิบัติกับ AI ในฐานะแค่ "นวัตกรรมทางเทคโนโลยี" แต่ต้องยอมรับว่ามันคือ "พลังขับเคลื่อนเชิงระบบ" (Systemic Force) ในโลกการเงิน
ในระบบการเงินปัจจุบัน AI ไม่ได้อยู่แค่เพียงวงนอกอีกต่อไป แต่มันถูกฝังรากลึกอยู่ใน:
การประเมินเครดิตและคำขออนุมัติสินเชื่อ
ระบบตรวจสอบการฟอกเงิน (AML) และการตรวจจับทุจริต
การจัดพอร์ตการลงทุนและโมเดลที่ปรึกษาอัจฉริยะ (Robo-advisory)
อัลกอริทึมในการส่งคำสั่งซื้อขายและการบริหารจัดการสภาพคล่อง
เครื่องมือที่ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งคอยหล่อหลอมความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงของผู้ลงทุน
เมื่อการบูรณาการมาถึงระดับนี้ AI จึงไม่ใช่แค่ "เครื่องมือ" แต่ได้กลายเป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" ของตลาดไปแล้ว และขึ้นชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐาน โดยนิยามแล้ว... ย่อมปล่อยให้ไร้การควบคุมไม่ได้
EU AI Act ไม่ได้ตั้งคำถามว่า AI มีประโยชน์หรือไม่
แต่ตั้งคำถามว่า "ความรับผิดชอบ" ของตลาดจะยังคงอยู่หรือไม่ ในวันที่ความฉลาดเหล่านี้ทำงานได้ด้วยตัวเอง และยังมีความซับซ้อนในเชิงสถิติ และขยายตัวอย่างรวดเร็วในระดับมหภาค
หลายคนอาจมองว่า EU AI Act เป็นเพียงเรื่องของกฎระเบียบ (Compliance) ที่ฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายบริหารความเสี่ยงต้องจัดการ แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ครบถ้วน
สำหรับนักเทรดและนักลงทุน กฎหมายฉบับนี้คือสัญญาณของการ "เปลี่ยนโครงสร้าง" พฤติกรรมตลาดในอนาคต โดยมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา:
ธรรมาภิบาล AI จะกำหนด "สภาพคล่อง" และ "ความผันผวน": เมื่อหลายสถาบันใช้โมเดล AI ที่คล้ายคลึงกัน และถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน ปฏิกิริยาของตลาดอาจเกิดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย AI ที่ขาดการกำกับดูแลที่ดีจะยิ่งโหมกระพือความเสี่ยง แต่ AI ที่มีการบริหารจัดการที่ดีจะช่วยประคับประคองตลาดให้มั่นคง
ความน่าเชื่อถือขององค์กรคือพลังขับเคลื่อนความเชื่อมั่น: บริษัทที่แสดงให้เห็นว่าสามารถควบคุมการตัดสินใจของ AI ได้ จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานกำกับดูแลและมีอิสระในการดำเนินธุรกิจมากกว่า ส่วนบริษัทที่ทำไม่ได้จะเผชิญกับอุปสรรค ความล่าช้า และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาและพฤติกรรมในตลาด
ความเชื่อมั่น (Trust) กลายเป็น "สินทรัพย์ที่ซื้อขายได้": ในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ความเชื่อมั่นไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป แต่มันส่งผลต่อคุณภาพของการส่งคำสั่งซื้อขาย ความสัมพันธ์กับคู่สัญญา และพฤติกรรมของนักลงทุนในยามวิกฤต
การเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญที่สุดของ EU AI Act คือ การปฏิเสธความรับผิดชอบแบบอัตโนมัติ
หลายปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินมักมีข้ออ้างที่ฟังดูสมเหตุสมผลว่า:
"ผลลัพธ์นี้เกิดจากโมเดลประมวลผล"
"เราซื้อระบบนี้มาจากซัพพลายเออร์"
"อัลกอริทึมทำงานผิดปกติอย่างคาดไม่ถึง"
ภายใต้ตรรกะของกฎหมายใหม่ คำอธิบายเหล่านี้ไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้คุมกฎจะยิงคำถามตรงไปที่หัวใจสำคัญเพียงข้อเดียว: "ใครคือผู้รับผิดชอบที่ปล่อยให้ระบบ AI นี้ทำงานภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว?"
นี่คือเรื่องใหญ่สำหรับตลาด เพราะ "แรงจูงใจคือตัวกำหนดพฤติกรรม" เมื่อความรับผิดชอบคลุมเครือ ความเสี่ยงจะพอกพูนขึ้นอย่างเงียบเชียบ
แต่เมื่อความรับผิดชอบชัดเจน สถาบันจะดำเนินงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และตลาดจะมีความเสถียรยิ่งขึ้น
ความกลัวที่พบบ่อยคือ "กฎระเบียบจะทำให้การพัฒนานวัตกรรม AI ในการเงินช้าลง" แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
สถาบันที่สามารถ:
จำแนกประเภทระบบ AI ได้อย่างชัดเจน
เข้าใจข้อจำกัดของโมเดล
มีมนุษย์คอยกำกับดูแล (Human Oversight)
มีบันทึกตรรกะการตัดสินใจที่ตรวจสอบได้
คนกลุ่มนี้คือผู้ที่จะสามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างมั่นใจและขยายตัวได้ไกลกว่า ส่วนผู้ที่เพิกเฉย มักจะต้องเจอกับการขัดขวางจากผู้คุมกฎ การสั่งแก้ไขงานย้อนหลัง และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ล่าช้า
ในตลาดการเงิน "ความไม่แน่นอนมีราคาแพงเสมอ" ธรรมาภิบาลช่วยลดความไม่แน่นอน และแท้จริงแล้ว สิ่งที่เหนี่ยวรั้งนวัตกรรมไม่ใช่กฎระเบียบ... แต่คือความไม่ชัดเจนต่างหาก
EU AI Act บังคับใช้ในทุกอุตสาหกรรม แต่สถาบันการเงินกลับตกอยู่ในสถานะที่พิเศษกว่าใครเพื่อน
ไม่ใช่เพราะล้ำสมัยกว่า แต่เพราะเป็นแหล่ง "รวมศูนย์ของผลกระทบ"
ถ้า AI พลาดในอุตสาหกรรมบันเทิง ผู้คนอาจแค่หงุดหงิด
แต่ถ้า AI พลาดในโลกการเงิน เงินทุนจะถูกจัดสรรผิดพลาด ความเชื่อมั่นจะพังทลาย และตลาดจะสั่นคลอน
ด้วยเหตุนี้ ผู้คุมกฎจึงคาดหวังให้ภาคการเงินเป็นผู้สร้างมาตรฐานการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ไม่ว่าสถาบันการเงินจะน้อมรับหรือต่อต้าน พวกเขาจะถูกตัดสินด้วยบรรทัดฐานนี้ และภาคการเงินกำลังจะกลายเป็น "ภาคส่วนอ้างอิง" (Reference Sector) สำหรับธรรมาภิบาล AI ของโลก
ผลลัพธ์ที่เงียบเชียบแต่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของ EU AI Act คือการเกิดใหม่ของบุคลากรสายพันธุ์ใหม่ในตลาดการเงิน:
ผู้ที่ไม่ใช่แค่สายเทคนิคจ๋า... ไม่ใช่แค่สายกฎหมายเพียวๆ... และไม่ใช่แค่สายการค้าเพียงอย่างเดียว
แต่คือมืออาชีพที่เข้าใจ:
พฤติกรรมของระบบ AI
การตีความความเสี่ยงตามกฎระเบียบ
และปฏิกิริยาของตลาดภายใต้สภาวะกดดัน
บทบาทนี้กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ระหว่างโต๊ะเทรด ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่ายกำกับดูแล และผู้บริหารระดับสูง ซึ่งนี่คือใจความสำคัญที่ผมได้ถอดรหัสไว้ในหนังสือเล่มใหม่ Applying the EU AI Act in Financial Institutions ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนธรรมาภิบาล AI ให้กลายเป็น "ขีดความสามารถทางกลยุทธ์" แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงภาระทางกฎหมาย
บทเรียนล้ำค่าจากการบังคับใช้กฎระเบียบคือ: การทำแค่ "ขั้นต่ำ" ตามที่กฎหมายสั่ง แทบไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
สถาบันที่มอง EU AI Act เป็นเพียง "รายการที่ต้องติ๊กถูก" มักจะพบกับ:
การขัดแย้งกับผู้คุมกฎอย่างต่อเนื่อง
นวัตกรรมที่ถูกจำกัด
และการบริหารจัดการที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ในทางกลับกัน สถาบันที่เข้าใจตรรกะของกฎหมายและปฏิบัติกับ AI ในฐานะ "สินทรัพย์ที่ต้องกำกับดูแล" จะได้รับ:
ความไว้วางใจจากผู้กำกับดูแล
การอนุมัติโครงการที่รวดเร็วขึ้น
และความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ที่เหนือกว่า
ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ความแตกต่างนี้คือเรื่องชี้ขาด
ธรรมาภิบาลจะกลายเป็น "แหล่งที่มาของความได้เปรียบที่ยั่งยืน" ไม่ใช่เพราะมันเพิ่มกำไรได้โดยตรง แต่เพราะมันช่วยรักษา "ความเชื่อมั่น" ไว้ได้ ในวันที่ตลาดต้องเผชิญกับมรสุม
EU AI Act เผยความจริงพื้นฐานของระบบการเงินในวันนี้ว่า: ความฉลาด (Intelligence) ไม่ใช่เครื่องมือภายนอกที่นำมาประยุกต์ใช้กับตลาดอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น "เนื้อเดียวกัน" กับตลาดไปแล้ว
เมื่อความฉลาดถูกฝังรากลึก ตลาดจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงความสุ่มเสี่ยงหรือความคลุมเครือได้อีกต่อไป แต่ต้องเป็นตลาดที่ "ควบคุมดูแลได้" (Governable)
นี่ไม่ใช่เพียงกระแสการกำกับดูแลที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันคือการ "ปฏิรูปโครงสร้าง" วิธีที่ระบบการเงินทำงาน วิธีการตัดสินใจ และวิธีการมอบหมายความรับผิดชอบ
อนาคตของ AI ในโลกการเงินจะไม่ได้ถูกตัดสินว่าใครสร้างอัลกอริทึมที่ "เร็วที่สุด" หรือมีโมเดลที่ "ซับซ้อนที่สุด"
แต่จะถูกขับเคลื่อนโดยผู้ที่สามารถ "ปกครองความฉลาด" (Govern Intelligence) นั้นด้วยความชัดเจน มีระเบียบวินัย และมีความรับผิดชอบ
ในตลาดการเงิน ผู้นำคือผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนเสมอ คือผู้ที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องสามัญ... และกฎข้อนี้ยังคงขลังเสมอในปัจจุบัน
สำหรับนักเทรด นักลงทุน และสถาบันการเงินทุกแห่ง ข้อความนี้ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ:
"ตลาดอาจขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม แต่ตลาดจะอยู่รอดได้ด้วยความเชื่อมั่น"
และในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ ความเชื่อมั่นไม่ใช่สิ่งที่ทึกทักเอาเองได้อีกต่อไป... แต่มันคือสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นผ่าน "ธรรมาภิบาล"
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ